Streetmac’s Mind

Street Life

Yes, I’m waiting to see “Wall-E”

 

Wall-E

Final Trailer :

Come on Let’s see “CUTE”

 

 


Streetmac เชิญชวนมาอ่านเกี่ยวกับงานสร้างของทีม Pixar กัน

ถ้ามนุษยชาติจำต้องไปจากโลกใบนี้ แต่มีใครบางคนดันลืมปิดเครื่องหุ่นยนต์ตัวสุดท้ายล่ะ นั่นคือพล็อตเรื่องน่ารักๆ ที่น่าสนใจของภาพยนตร์อนิเมชันคอมพิวเตอร์คอเมดีสดๆ ซิงๆ จากดิสนีย์/พิกซาร์ที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นในอวกาศ “WALL•E” ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวขำขัน ความอบอุ่น แฟนตาซีและอารมณ์หลากหลายเรื่องนี้จะนำพาผู้ชมออกเดินทางข้ามกาแล็กซี และแสดงให้เห็นถึงความสามารถของพิกซาร์ในการสร้างโลกทั้งใบขึ้นมาและการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการเล่าเรื่อง การพัฒนาตัวละคร การแต่งเพลงประกอบหลุดโลกและซีจี อนิเมชันชั้นเยี่ยม

    “WALL•E” ซึ่งมีเรื่องราวเกิดขึ้นในกาแล็กซีที่ไม่ไกลตัวซักเท่าไหร่ เป็นคอเมดีสดใหม่และน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับหุ่นยนต์หัวรั้นตัวหนึ่ง หลังจากเวลาเป็นร้อยๆ ปีที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพื่อทำในสิ่งที่เขาถูกสร้างมาให้ทำ วอลล์•อี (หุ่นยนต์กำจัดขยะในระดับชั้นโลก) ก็ค้นพบเป้าหมายใหม่ในชีวิต (นอกเหนือไปจากเก็บสะสมของกิ๊กก๊อก) เมื่อเขาได้พบกับหุ่นยนต์ค้นหาที่ชื่ออีฟ (ผู้ประเมินพืชพันธุ์จากนอกโลก) อีฟก็ได้รู้ว่า วอลล์•อีได้บังเอิญเจอกุญแจที่จะนำไปสู่อนาคตของดาวดวงนี้ และเธอก็เร่งรุดกลับไปยังอวกาศเพื่อรายงานการค้นพบของเธอให้พวกมนุษย์ที่รอฟังอย่างใจจดใจจ่ออยู่บนยานอวกาศ ”แอ็กเซี่ยม” ว่ามันปลอดภัยพอที่พวกเขาจะกลับบ้านได้เสียที ในขณะเดียวกัน วอลล์•อี ก็ไล่ตามอีฟไปทั่วจักรวาลและก่อให้เกิดการผจญภัยสุดหฤหรรษ์ที่เหลือเชื่อที่สุดเท่าที่เคยปรากฏบนจอภาพยนตร์

ผู้ที่ออกเดินทางร่วมกับวอลล์•อีในการเดินทางข้ามจักรวาลในอนาคต 800 ปีข้างหน้าคือบรรดาตัวละครสุดฮาที่รวมถึงแมลงสาปตัวน้อยและทีมหุ่นยนต์กระป๋องที่ป้ำๆ เป๋อๆ

 “WALL•E” ภาพยนตร์เรื่องที่เก้าจากดิสนีย์และพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์ เป็นผลงานต่อจาก “Ratatouille” ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องล่าสุดของสตูดิโอ ซึ่งได้รับออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม และได้รับคำวิจารณ์ที่ดีที่สุดในบรรดาภาพยนตร์ที่เข้าฉายในปี 2007 และประสบความสำเร็จด้านรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก รายได้รวมกันในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกของภาพยนตร์เรื่องที่แปดของพิกซาร์เรื่องนี้สูงถึง 4.3 พันล้านเหรียญ

 “WALL•E” เป็นผลงานล่าสุดจากผู้กำกับ/มือเขียนบทเจ้าของรางวัลอคาเดมี อวอร์ด แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้เข้าร่วมงานกับพิกซาร์ในปี 1990 ในฐานะอนิเมเตอร์คนที่สองและทีมงานคนที่เก้าของสตูดิโอที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ เขาเป็นหนึ่งในสี่มือเขียนบทที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ในปี 1996 จากการทำงานใน “Toy Story” และได้รับเครดิตในการเป็นมือเขียนบทในภาพยนตร์พิกซาร์เรื่องถัดๆ มา ซึ่งรวมถึง “A Bug’s Life,” “Toy Story 2,” “Monsters, Inc.” และ “Finding Nemo” ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์จากการเป็นมือเขียนบทร่วม นอกเหนือจากนั้น เขายังได้ร่วมกำกับ “A Bug’s Life,” อำนวยการสร้างบริหาร “Monsters, Inc.” และ“Ratatouille” ที่ได้รับรางวัลออสการ์ในปี 2007 และได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมจาก “Finding Nemo” 
   “WALL•E” ผลงานจากดิสนีย์.พิกซาร์ กำกับโดยแอนดรูว์ สแตนตัน จากเรื่องราวดั้งเดิมโดยสแตนตันและพีต ด็อกเตอร์และบทภาพยนตร์โดยสแตนตันและจิม เรียร์ดอน อำนวยการสร้างบริหารโดยจอห์น แลสเซทเตอร์และอำนวยการสร้างโดยจิม มอร์ริส (“Star Wars, Episodes I และ II,” “Pearl Harbor,” “The Abyss” และ“Harry Potter” ทั้งสามภาค) ผู้ได้ร่วมสร้างวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานลูคัส ดิจิตอลนานถึง 18 ปี ลินด์ซีย์ คอลลินส์ ผู้ทำงานที่พิกซาร์มานาน 11 ปี รับหน้าที่ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง ทอม พอร์ตเตอร์รับหน้าที่ผู้ช่วยอำนวยการสสร้าง โรเจอร์ ดีกินส์ ช่างภาพเจ้าของรางวัลออสการ์ รับหน้าที่ที่ปรึกษาด้านวิชวล

 ทีมนักพากย์ประกอบไปด้วยนักแสดงตลกเจฟฟ์ การ์ลิน (“Curb Your Enthusiasm”), นักแสดงคู่บุญของพิกซาร์ จอห์น ราทเซนเบอร์เกอร์ (“Cheers,” “Ratatouille,” “Toy Story”), นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัล เคธี นาจิมี (“Sister Act,” “King of the Hill”), นักแสดงภาพยนตร์และละครเวที ซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ (“Alien,” “Gorillas In The Mist,” “Baby Mama”) และนักออกแบบเสียงเจ้าของสี่รางวัลออสการ์ เบน เบิร์ต (“E.T. the Extra-Terrestrial,” “Indiana Jones and the Last Crusade”) และนักแสดงตลกเฟร็ด วิลลาร์ด (“Best In Show,” “Back to You”) ก็ได้ร่วมสร้างสีสันในภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นกัน

 เสียงหุ่นยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหลากหลายของวอลล์•อีได้รับการสร้างสรรค์โดยเบิร์ต เจ้าของผลงานน่าจดจำอย่าง “เสียง” ของหุ่นยนต์ในตำนานตัวอื่นๆ เช่นอาร์ทู-ดีทู (จาก “Star Wars”) ด้วยประสบการณ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงชั้นนำคนหนึ่งของวงการมากว่า 30 ปี เบิร์ตได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเริ่มแรกของงานสร้างตั้งแต่การสร้างสรรค์เสียงทั้งหมดให้กับตัวละครหุ่นยนต์และยานอวกาศรวมถึงสิ่งแวดล้อมทั้งหมด

 เพลงประกอบ “WALL•E” แต่งโดยโธมัส นิวแมน ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงแปดรางวัลออสการ์ ผู้ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับสแตนตันมาแล้วใน “Finding Nemo” ปีเตอร์ เกเบรียล ตำนานร็อคแอนด์โรล ได้ร่วมมือกับนิวแมนในการแต่งเพลงออริจินอลชื่อ   “Down to Earth” ขึ้นมา เกเบรียลได้แต่งเนื้อร้องสำหรับเพลงอีพิล็อกที่มีเสน่ห์จับใจเพลงนี้และได้ร้องเพลงนี้ด้วยตัวเองด้วย  

มื้ออาหารกลางวัน: รุ่นบุกเบิกพิกซาร์ครุ่นคิดคอนเซ็ปต์ผลงานใหม่หุ่นยนต์แสนโรแมนติกเริ่มประกอบตัวเป็นรูปเป็นร่าง

 ไอเดียสำหรับ “WALL•E” ก่อร่างสร้างตัวขึ้นในปี 1994 ระหว่างมื้ออาหารกลางวันของสแตนตัน, จอห์น แลสเซทเตอร์, พีต ด็อกเตอร์และโจ แรนท์ ผู้ล่วงลับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรุ่นบุกเบิกของพิกซาร์ ด้วยความที่ “Toy Story” ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขากำลังอยู่ระหว่างงานสร้าง พวกเขาก็รู้ว่า บางทีพวกเขาอาจมีโอกาสได้สร้างภาพยนตร์อีกเรื่อง ในการพูดคุยกันครั้งนั้น ไอเดียสำหรับ “A Bug’s Life,” “Monsters, Inc.” และ “Finding Nemo” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นครั้งแรก “สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ว่าเริ่มมาจากตอนนั้นคือไอเดียของหุ่นยนต์ตัวน้อยที่ถูกทิ้งไว้บนโลกครับ” สแตนตันกล่าว “เราไม่มีเรื่องราวอะไรเลย มันเป็นตัวละครตัวน้อยแบบโรบินสัน ครูโซ ทำนองว่าถ้ามนุษย์จะต้องไปจากโลก แล้วมีคนลืมปิดเครื่องหุ่นยนต์ตัวสุดท้าย และเขาก็ไม่รู้ว่าเขาสามารถหยุดทำในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ได้ล่ะครับ”

 หลายปีให้หลัง ไอเดียนั้นก็กลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ “ผมเริ่มนึกถึงภาพเขาทำหน้าที่ของเขาทุกวันๆ ได้แต่เก็บรวบรวมขยะที่ถูกทิ้งบนโลกมาอัดให้เป็นก้อน” สแตนตันเล่า “มันทำให้ผมเริ่มนึกถึงว่าแล้วถ้าสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในจักรวาลกลับกลายเป็นเครื่องจักรกลล่ะ นั่นเป็นตัวจุดประกายครับ และการผจญภัยของมันก็เริ่มนับแต่นั้นมา”

 สแตนตันบอกว่าเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาพยนตร์ไซไฟในยุค 70s “หนังอย่าง ‘2001,’ ‘Star Wars,’ ‘Alien,’ ‘Blade Runner’ และ ‘Close Encounters’ พวกมันมีลุคและให้ความรู้สึกที่เหมือนกับมันได้พาผมไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง และทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่ามีโลกเหล่านั้นอยู่จริงครับ” เขาอธิบาย “นับตั้งแต่นั้น ผมยังไม่เคยได้ดูหนังซักเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างเดียวกันเมื่อออกไปสู่อวกาศ ผมก็เลยอยากจะสร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาใหม่ครับ”

 ในการเตรียมตัวสำหรับงานใน “WALL•E” ทีมงานอนิเมชันของพิกซาร์ได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่โรงงานรีไซเคิลเพื่อสังเกตการณ์การทำงานของเครื่องบดขยี้ขยะขนาดยักษ์และเครื่องจักรกลอื่นๆ ศึกษาหุ่นยนต์จริงๆ อย่างใกล้ชิดที่สตูดิโอ และดูภาพยนตร์คลาสสิกหลายเรื่อง (ตั้งแต่หนังเงียบไปจนถึงไซไฟ) เพื่อทำความเข้าใจกับการแสดงสีหน้าท่าทางในภาพยนตร์ เหล่าอนิเมเตอร์ที่ยึดมั่นคติ “วัตถุดิบสมจริง” ได้มองหุ่นยนต์แต่ละตัวว่าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประกอบหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งและพยายามจะรักษาขีดจำกัดทางด้านกายภาพของแต่ละแบบดีไซน์เอาไว้ ไปพร้อมๆ กับการสร้างการแสดงให้สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะ อลัน บาริลลาโร และสตีฟ ฮันเตอร์ รับหน้าที่ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ของเรื่อง ในขณะที่แองกัส แม็คเลนรับหน้าที่ไดเร็กติง อนิเมเตอร์

 ราล์ฟ แอ็กเกิลสตัน (“The Incredibles,” “Finding Nemo,” “Toy Story”) ผู้ออกแบบงานสร้าง ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างลุค “WALL•E” มาจากภาพวาดนาซาจากยุค 50s และ 60s รวมทั้งภาพวาดคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมสำหรับทูมอร์โรว์แลนด์ในดิสนีย์แลนด์โดยดิสนีย์ อิเมจิเนียร์ส เขาเล่าว่า “วิธีการสร้างลุคหนังเรื่องนี้ของเราไม่ใช่ว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร มันเป็นเรื่องที่ว่าอนาคตสามารถออกมาเป็นอย่างไรได้บ้าง ซึ่งมันน่าสนใจกว่าเยอะ นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากจะใช้กับดีไซน์ของหนังเรื่องนี้ ในการออกแบบลุคของตัวละครและโลกใบนี้ เราอยากให้ผู้ชมเชื่อจริงๆ ในโลกที่พวกเขากำลังเห็นอยู่ เราอยากให้ตัวละครและโลกของเราเป็นจริง ไม่ใช่แค่ดูสมจริงเท่านั้นและเป็นจริงในแง่ของความน่าเชื่อครับ”

 สิ่งที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้คือลักษณะการถ่ายทำของเรื่อง เจเรมี ลาสกี ผู้กำกับภาพได้กล่าวอธิบายว่า “ลุคของ ‘WALL•E’ จะไม่เหมือนกับสิ่งที่เคยมีการทำกันมาในอนิเมชันมาก่อน เราได้ใส่เอาองค์ประกอบบางอย่างจากหนังไซไฟในยุค 60s และ 70s เข้าไปเป็นพื้นฐานว่าหนังเรื่องนี้ควรจะให้ความรู้สึกและออกมาเป็นอย่างไรครับ”

 สแตนตันกล่าวเสริม “เราได้ทำการปรับเปลี่ยนและพัฒนางานกล้องในซอฟท์แวร์ของเรายกใหญ่เพื่อที่กล้องของเราจะได้เหมือนกับกล้องพานาวิชัน 70 ม.ม. ที่ถูกใช้บ่อยๆ ในหนังยุค 70s พวกนี้ครับ”

โลกของหุ่นยนต์และเครื่องจักรกล : ใครเป็นใครกันบ้างใน “WALL•E”

• วอลล์•อี (หุ่นยนต์กำจัดขยะระดับชั้นโลก) เป็นหุ่นยนต์ตัวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนโลก เขาถูกตั้งโปรแกรมให้เก็บกวาดขยะบนโลกด้วยการอัดมันเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ แต่หลังจาก 700 ปีผ่านไป เขากลับเริ่มมีบุคลิกลักษณะของตัวเองขึ้นมา เขาเป็นหุ่นยนต์ช่างสงสัย อยากรู้อยากเห็นและโดดเดี่ยว วอลล์•อี เป็นหนึ่งในหุ่นยนต์นับพันๆ ตัวที่ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ บาย เอ็น ลาร์จ ส่งตัวมาให้เก็บกวาดขยะในขณะที่มนุษย์ออกเดินทางล่องอวกาศอย่างสบายใจเฉิบ เขาอยู่ตามลำพัง โดยมีเพียงแมลงสาป สัตว์เลี้ยง ซึ่งคนในพิกซาร์เรียกกันอย่างเอ็นดูว่า ฮัล (ตั้งชื่อตามฮัล โร้ค ผู้อำนวยการสร้างเลื่องชื่อในยุค 20s และเพื่อเป็นการแสดงความคารวะต่อฮัลจาก “2001: A Space Odyssy”) อยู่เป็นเพื่อนเขา วอลล์•อี อัดขยะเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์วันแล้ววันเล่าอย่างขยันขันแข็ง และเขาก็ได้ค้นพบและเก็บสะสมของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอด วอลล์•อี ได้สะสมของล้ำค่าไว้มากมาย เช่นลูกบาศก์ของรูบิค หลอดไฟ สปอร์ค ที่เขาเก็บไว้ในรถขนส่งสินค้าที่เขาใช้เป็นที่พักอาศัย วอลล์•อีที่มีหัวใจโรแมนติก เฝ้าใฝ่ฝันว่าซักวันหนึ่ง เขาจะได้เจอกับใครซักคน ด้วยความมั่นใจว่า ชีวิตนี้จะต้องมีอะไรมากกว่างานประจำซ้ำซากที่เขาทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน  และความฝันของเขาก็นำเขาข้ามจักรวาลไปสู่การผจญภัยที่เกินกว่าเขาจะคิดฝันไว้
• อีฟ (หุ่นประเมินพืชพันธุ์จากนอกโลก) เป็นหุ่นยนต์ล้ำยุคตัวเพรียวลม เธอเคลื่อนไหวเร็วปรู๊ดปร๊าด บินได้และมีอาวุธเป็นปืนเลเซอร์ อีฟ ซึ่งถูกเรียกว่า “โพรบ วัน” โดยกัปตันยาน แอ็กเซี่ยม (ยานแม่ลำใหญ่ที่เป็นที่อาศัยของมนุษย์หลายพันคน) เป็นหนึ่งในกองทัพหุ่นยนต์ที่ถูกส่งไปยังโลกเพื่อปฏิบัติภารกิจตรวจสอบที่ไม่เปิดเผย อีฟเป็นหุ่นยนต์เจ้าหน้าที่ระดับสูงและเธอก็มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจของเธอให้ลุล่วงไปให้ได้ เธอแทบไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่า วอลล์•อี แอบมาปลื้มเธอ และวันหนึ่ง ด้วยความหงุดหงิดที่หาสิ่งที่เธอตามหาไม่พบ เธอก็หยุดพักและได้สานสายสัมพันธ์กับหุ่นยนต์พิลึกพิลั่นตัวนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ และเขาและเธอก็ได้ร่วมเดินทางผจญภัยในห้วงอวกาศด้วยกัน
• โม (ไมโครบ-อ็อบลิเตอเรเตอร์) เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำความสะอาดทุกอย่างที่ขึ้นมาบนยาน แอ็กเซี่ยม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “สิ่งปนเปื้อนต่างดาว” โม เคลื่อนที่ไปรอบๆ แอ็ก เซี่ยม อย่างเร็วจี๋บนโรลเลอร์บอลของเขา และเขาก็คอยทำความสะอาดวัตถุสกปรกทุกอย่างที่เขาเจอ เขาต้องเจอกับความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดเมื่อวอลล์•อีก้าวขึ้นมาบนยาน โม เริ่มให้ความสนใจกับหุ่นยนต์ที่สกปรกที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น และเกมแมวจับหนูก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ โม พยายามจะล้างเศษผงที่ฝังแน่นเหนียวหนึบอยู่กับตัววอลล์•อี แต่เมื่อวอลล์•อีพยายามจะหลบหนีจากเขา ในที่สุด ทั้งคู่ก็กลายมาเป็นเพื่อนกันและไม่นานนัก โมก็กลายเป็นไซด์คิกผู้จงรักภักดีที่สุดของวอลล์•อี
• แอ็กเซี่ยม เป็นยานอวกาศลำใหญ่ที่เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ผู้ที่รับหน้าที่ให้เสียงคอมพิวเตอร์ของยานคือซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ ผู้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วย “Alien” หนึ่งในภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสแตนตัน ด้วยความที่ตัวละครของเธอใน “Alien” ต้องต่อสู้กับมาเธอร์ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ของยานอวกาศ การเลือกวีฟเวอร์ให้มาพากย์เสียงบทนี้จึงเป็นการแสดงความคารวะต่อแนวภาพยนตร์ไซไฟสำหรับทีมผู้สร้าง
• กัปตัน เป็นผู้บังคับบัญชาการคนปัจจุบันของยานแอ็กเซี่ยม กัปตันซึ่งวันๆ ต้องทำกิจวัตรประจำวันแบบซ้ำเดิมก็เช่นเดียวกับวอลล์•อี ที่โหยหาสิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตที่แสนน่าเบื่อของเขา หน้าที่ที่ไร้สีสันของเขาคือการเช็คและตรวจเช็คสถานะของยานด้วย “ออโต้” ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติ เมื่อเขาได้รับการแจ้งถึงเรื่องการค้นพบครั้งใหม่โดยหุ่นโพรบดรอยด์ตัวหนึ่ง เขาก็ได้ค้นพบคุณสมบัติที่แท้จริงในตัวเองเพื่อก้าวมาเป็นผู้นำผู้กล้าหาญอย่างที่เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อน และเขาก็ได้วางแผนทางเดินใหม่สำหรับมนุษยชาติขึ้นมา เจฟฟ์ การ์ลิน หนึ่งในนักแสดงซีรีส์ยอดนิยมทางเอชบีโอเรื่อง “Curb Your Enthusiasm” ให้เสียงตัวละครที่น่าเอ็นดูตัวนี้
• ออโต้ เป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของแอ็กเซี่ยม ซึ่งทำหน้าที่ขับยานอวกาศลำนี้ตลอดระยะเวลา 700 ปีที่มันล่องลอยอยู่ในอวกาศ นิสัยของออโต้ หุ่นยนต์ที่ได้รับการตั้งโปรแกรมมาอย่างดีที่อยู่ในรูปร่างที่บังคับยานนั้นทั้งเย็นชา ไร้ซึ่งความคิดและจงรักภักดีต่อกัปตัน สิ่งที่ลูกทีมแอ็กเซี่ยมไม่รู้ก็คือคำสั่งลับที่ซ่อนอยู่ในโปรแกรมของออโต้ และออโต้ก็มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามคำสั่งลับๆ นั้นให้สำเร็จให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้อาศัยอยู่ในยานแอ็กเซี่ยมก็ตาม
• รีเจ็ค บ็อทส์ เป็นกองทัพหุ่นยนต์ในแอ็กเซี่ยมที่ทำหน้าที่ทุกอย่างเท่าที่จะจินตนาการได้เพื่อรับใช้ผู้โดยสารของยานและทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอุดมพูนสุข อย่างไรก็ดี แม้แต่ในอนาคตหลายร้อยปีข้างหน้า หุ่นยนต์ก็ยังคงมีข้อบกพร่อง หุ่นยนต์ที่ทำงานผิดพลาดจะถูกส่งไปยังแผนกซ่อมและถูกจับใส่เครื่องมือสีแดง วอลล์•อี ได้ผูกมิตรกับกลุ่มรีเจ็ค บ็อทส์พวกนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหุ่นยนต์เสริมสวยที่ไม่สามารถแปลงโฉมให้ลูกค้าของเธอสวยพริ้งได้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ได้แต่พ่นผงฝุ่นออกมาและหุ่นร่มที่เปิดและปิดในจังหวะที่ไม่เหมาะสม หุ่นยนต์กระป๋องเหล่านี้ได้จับกลุ่มร่วมมือกับวอลล์•อีเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของชาวยานแอ็กเซี่ยม
• โก-โฟร์ เป็นยานสำรองของแอ็กเซี่ยม ที่เก็บซ่อนความลับไว้ในระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตัวเขาที่เป็นแคปซูลที่อัดแน่นไปด้วยอากาศโดยมีหัวเป็นสัญญาณไซเรนเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใด
• จอห์นและแมรี่เป็นมนุษย์สองคนที่อาศัยอยู่บนยานแอ็กเซี่ยม ที่ซึ่งพวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างหรูหราสุขสบาย การมาถึงของวอลล์•อีได้ปลุกพวกเขาให้จากกิจวัตรประจำวันของตัวเองและทำให้พวกเขาได้ตระหนักถึงการมีตัวตนของคนอื่นๆ และบางที มันอาจมีอะไรในชีวิตมากกว่าการล่องลอยไปมาในเก้าอี้สุดแสนไฮเทคของพวกเขาก็ได้ จอห์น ราทเซนเบอร์เกอร์ นักแสดงคู่บุญพิกซาร์และเครื่องรางนำโชคได้พากย์เสียงจอห์น ส่วนเคธี นาจิมี นักแสดงตลก (“Sister Act,” “King of the Hill”) รับหน้าที่พากย์เสียงแมรี่
• เชลบี ฟอร์ธไรท์ เป็นประธานบริหารบริษัทบาย เอ็น ลาร์จ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการครอบครองจักรวาลด้วยผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ (ซึ่งรวมถึงวอลล์•อีด้วย) และยานอวกาศหรูหรา (อย่างแอ็กเซี่ยม)  พันธสัญญาของบริษัทในการสร้างสรรค์อนาคตอันสวยงามได้สะท้อนผ่านทางข้อความดิจิตอลของฟอร์ธไรท์ แม้ว่าสิ่งต่างๆ จะไม่ได้เป็นไปตามแผนเลยก็ตามเถอะ เฟรด วิลลาร์ด (“Best in Show,” “Fernwood 2 Night”) เข้ามาพากย์เสียงประธานบริหารบริษัทคนนี้

เมื่อความคิดกลายมาเป็นความจริง: เรื่องเล่าอนาคตเกี่ยวกับหุ่นยนต์ความรัก
และการผจญภัยสุดจักรวาลของ ผู้กำกับ/มือเขียนบทร่วม แอนดรูว์ สแตนตัน
 
“เราอยากให้ผู้ชมเชื่อว่าพวกเขากำลังได้เห็นเครื่องจักรกลที่มีชีวิต ยิ่งพวกเขาเชื่อว่ามันเป็นเครื่องจักรกลมากเท่าไหร่ เรื่องราวก็จะยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นเท่านั้นครับ”
      –แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับ/มือเขียนบทร่วม

 ภาพหุ่นยนต์ตัวน้อยๆ ผู้โดดเดี่ยว ตัวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนโลก ที่ต้องทำหน้าที่ในการเก็บขยะโดยไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นที่สนใจของผู้กำกับ/มือเขียนบทร่วม แอนดรูว์ สแตนตันตั้งแต่ครั้งแรกที่ความคิดนี้เกิดขึ้นมาระหว่างมื้ออาหารเที่ยงที่เขาร่วมรับประทานกับเพื่อนร่วมงานในปี 1994 แต่ก็เป็นเวลาหลายปีกว่าที่เขาจะหาเรื่องราวที่มีเอกลักษณ์พอที่จะใช้ตัวละครตัวนี้ให้เต็มศักยภาพของมัน

 สแตนตันอธิบายว่า “ผมหลงใหลความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่สถานการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดขึ้นและความเห็นอกเห็นใจที่คุณจะมีให้กับตัวละครตัวนี้ในทันทีครับ เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานหมดไปกับการพยายามทำให้ตัวละครหลักของเราน่ารักน่าเอ็นดู เพื่อที่พวกคุณจะได้อยากติดตามและเอาใจช่วยพวกเขา ผมมาเริ่มคิดว่า ‘แล้วฉันจะเอาตัวละครตัวนี้ไปไหนดี’ ไม่นานนักผมก็มาคิดได้ว่า สิ่งที่ตรงข้ามกับความโดดเดี่ยวคือความรักหรือการได้อยู่กับใครซักคน ผมติดใจและสนใจความคิดของการที่หุ่นยนต์หลงรักหุ่นยนต์อีกตัวหนึ่งทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีพื้นหลังเป็นจักรวาลที่สูญเสียความเข้าใจถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ไปแล้ว สำหรับผม มันช่างเป็นเรื่องที่โรแมนติกเหลือเกิน ผมชอบความคิดของการที่มนุษยชาติได้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งหนึ่งเพราะตัวละครน้อยๆ ตัวนี้ที่ตกหลุมรัก ผมเป็นคนโรแมนติกที่ซ่อนตัวเองอยู่ใต้การเสียดสีจิกกัดครับ หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสให้ผมได้ดึงเอาแง่มุมโรแมนติกนั้นออกมาใช้มากกว่าที่ผมมักจะแสดงออกต่อหน้าสาธารณชนครับ”
 จิม เรียร์ดอน ผู้กำกับและซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายเรื่องราวใน “The Simpsons” ผู้เคยกำกับ 35 เอพิโซดของซีรีส์ดังกล่าวและได้ทำการดูแลเรื่องราวในเกือบ 150 เอพิโซด ได้เข้ามารับหน้าที่หัวหน้าฝ่ายเรื่องราวให้กับ “WALL•E” และเขาก็ลงเอยด้วยการร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับสแตนตัน
 เรียร์ดอนเล่าว่า “เราเริ่มต้นด้วยไอเดียในการทำให้ ‘WALL•E’ เป็นคอเมดี แต่พอผ่านไปได้หนึ่งส่วนสาม เราก็มารู้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องรักด้วยเช่นกัน วอลล์•อี เป็นตัวละครตัวน้อยๆ ที่บริสุทธิ์ ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ผู้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโลกใบนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของอีฟครับ ตัวละครของเธอเกิดความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด และหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเธอมากพอๆ กับเขา เธอเป็นหุ่นยนต์ที่เพรียวสวย เซ็กซี่แบบหุ่นยนต์และมีลุคที่เป็นอนาคตมากๆ เขาถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ของเขาเท่านั้น และเขาก็มีสนิมเกาะเต็มตัว ทั้งสกปรกและอัปลักษณ์ แต่เราก็คิดเสมอว่ามันจะทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นการผจญภัยสุดโรแมนติกที่ยอดเยี่ยมครับ”

 ผู้อำนวยการสร้างจิม มอร์ริสกล่าวสรุปว่า “หนังเรื่องนี้เป็นการผสมผสานกันของหนังหลายแนวคัรบ มันเป็นเรื่องรัก เป็นหนังไซไฟ เป็นคอเมดีและเป็นโรแมนติกคอเมดีด้วยครับ”

 หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำหรับสแตนตันในการสร้างเรื่องราวสำหับ “WALL•E” คือการบังเอิญปิ๊งไอเดียของการใช้ภาพและเพลงมิวสิคัลจากภาพยนตร์ปี 1969 เรื่อง “Hello Dolly” ในการช่วยเขากำหนดบุคลิกลักษณะของวอลล์•อี ขึ้นมา จริงๆ แล้ว การที่วอลล์•อี ได้ดูวิดีโอเทปภาพยนตร์เรื่องนั้น (ซึ่งเป็นเรื่องเดียวในคอลเล็กชั่นของเขา) ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกโรแมนติกขึ้นมา
 สแตนตันกล่าวอธิบายว่า “ผมมองหาองค์ประกอบด้านดนตรีเหมาะๆ ที่จะเข้าคู่กับหนังเรื่องนี้และการบังเอิญพบ ‘Hello Dolly’ เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นมาได้ เพลง ‘Put on Your Sunday Clothes” ที่มีโปรล็อกเป็น ‘Out There’ ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกับธีมของหนังเรื่องนี้ แต่มันกลับไม่ใช่แนวดนตรีที่คุณจะคาดหวังว่าจะเจอในหนังแบบของเรา มันเป็นเพลงไร้เดียงสา และมันก็ถูกขับร้องใน ‘Hello Dolly’ โดยผู้ชายสองคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตเลย พวกเขาอยากจะไปเมืองใหญ่และพวกเขาก็จะ ‘ไม่กลับบ้านจนกว่าเราจะได้จุมพิตหญิงงาม’ นั่นเป็นความสุขที่แสนเรียบง่ายและมันก็เวิร์คสำหรับเรา ตอนที่ผมได้ฟัง ‘It Only Takes a Moment’ มันเป็นเหมือนของขวัญจากพระเจ้าเลยครับ เพลงนั้นกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผมในการแสดงให้เห็นถึงความสนใจของวอลล์•อี ที่มีต่อความรักครับ”

 

เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นแหละ
เปิดดวงตาของเธอออกมอง
เมื่อนั้น หัวใจของเธอก็จะรับรู้
ว่าเธอจะไม่อยู่ลำพังอีกต่อไป
ฉันกอดเธอไว้เพียงชั่วครู่
แต่วงแขนของฉันมั่นคงและเข้มแข็ง
เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้นแหละ
ที่เธอจะพบรักชั่วนิรันดร์…
ส่วนหนึ่งจากเพลง “It Only Takes A Moment” ใน “Hello Dolly”

 ผู้อำนวยการสร้างมอร์ริสกล่าวว่า “การจับมือควงแขนกันคือสิ่งที่ วอลล์•อี อยากจะทำมาตลอดเรื่องเพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการดู ‘Hello Dolly’ มันเป็นวิธีการแสดงออกซึ่งความรักในหนังเรื่องนั้นครับ”
 สแตนตันกล่าวเสริมว่า “แล้วผมก็มาคิดได้ว่า ‘ใช่แล้ว’ มิวสิคัลในหนังเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นคนสองคนจับมือกันและผมก็รู้ว่ามันเป็นความรักที่ฟ้ากำหนดครับ” เขากล่าว “ผมรู้สึกเสมอว่าอนิเมชันสามารถบอกเล่าเรื่องราวมากมายได้ในหลากหลายวิธีเท่ากับสื่ออื่นๆ และมันก็แทบไม่เคยถูกผลักดันออกนอกขอบเขตปกติของมันเลย” สแตนตันกล่าวสรุปว่า “ผมภูมิใจมากที่ได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์ ‘Toy Story’ เพราะผมรู้สึกว่าโทนของหนังเรื่องนั้นและลักษณะการบอกเล่าเรื่องราวของมันได้แหวกขนบหลายอย่างที่อยู่ในใจผู้ชม และผมก็ยังคงรู้สึกเหมือนว่าคุณสามารถผลักดันขอบเขตเหล่านั้นไปได้เรื่อยๆ แม้กระทั่งก่อนที่ผมจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้จะมีชื่อว่า ‘WALL•E’ ผมก็รู้ว่ามันเป็นอีกก้าวหนึ่งในการผลักดันขอบเขตพวกนั้นออกไปอีก ผมภูมิใจมากที่ผมมีโอกาสได้สร้างมันขึ้นมาและภูมิใจที่มันเป็นไปตามความคาดหวังของผมครับ”

“หุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ตัวนี้ได้สอนมนุษยชาติถึงวิธีการในการเป็นมนุษย์อีกครั้ง”
      –ลินด์ซีย์ คอลลินส์ ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง

ลินด์ซีย์ คอลลินส์ ผู้ร่วมอำนวยการตั้งข้อสังเกตว่า “หนังของแอนดรูว์มีแก่นแท้ที่กระทบอารมณ์อย่างเหลือเชื่อที่ช่วยวางรากฐานสำหรับแอ็กชันผจญภัยค่ะ เขาได้เขียนเรื่องราวที่ทั้งเรียบง่ายและเข้าถึงได้ แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะยิ่งใหญ่ในแง่ของคอนเซ็ปต์และสเกล มันก็ให้ความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวสำหรับเขาในฐานะมือเขียนบท เขาชอบเขียนเกี่ยวกับตัวละครเล็กๆ ผู้ที่การเดินทางหรือความพยายามของเขามีผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ใน ‘Finding Nemo’ มาร์ลินได้ออกเดินทาง และดอรีก็ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ และผลก็คือเขาเปลี่ยนแปลงไปค่ะ
“ในลักษณะคล้ายๆ กัน วอลล์•อีก็เป็นฮีโรโดยบังเอิญค่ะ เขามีความสามารถในการส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติและสิ่งที่น่าขันก็คือเขาเป็นสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุดที่ถูกทิ้งให้อยู่บนโลก หุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ตัวนี้ได้สอนมนุษยชาติถึงวิธีการเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ฉันคิดว่าการหักมุมและเรื่องน่าขันแบบนั้นผสมผสานกับอารมณ์จริงๆ จะโดนใจผู้ชมค่ะ”

 

การขยายขีดจำกัดของอนิเมชัน:

เหล่าอนิเมเตอร์ของพิกซาร์ได้ใส่หุ่นยนต์เข้าไปในการแสดงของพวกเขา
 ทีมงานอนิเมเตอร์มากความสามารถของพิกซาร์ได้ตะลุยทำงานที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในงานสร้างภาพยนตร์ที่พวกเขาได้สร้างขึ้น และพร้อมกันนั้นก็ได้ยกระดับคุณภาพของอนิเมชันในทุกๆ ครั้ง ตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงมด ปลาไปจนถึงสัตว์ประหลาด และซูเปอร์ฮีโรไปจนถึงเชฟหนู พวกเขาได้สร้างตัวละครที่น่าจดจำที่กลายมาเป็นไอคอนของโลกภาพยนตร์ สำหรับงานล่าสุดของพวกเขาใน “WALL•E” ความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาใสรูปแบบของตัวละครทั้งที่เป็นหุ่นยนต์และมนุษย์หลากหลายสีสัน เมื่อมีซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์ อลัน บาริลลาโรและสตีฟ ฮันเตอร์ ผู้ดูแลกลุ่มอนิเมเตอร์ (ซึ่งในช่วงพีคของการถ่ายทำ จะมีทีมงานสูงถึง 50 คน) และไดเร็กติง อนิเมเตอร์ แองกัส แม็คเลน เข้ามาเพิ่มประสบการณ์และพรสวรรค์ของพวกเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงนำเสนอความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งในศิลปะอนิเมชัน

 จิม เรียร์ดอน หัวหน้าฝ่ายเรื่องราว “WALL•E” ตั้งข้อสังเกตว่า “สิ่งที่เราไม่อยากทำในหนังเรื่องนี้คือการวาดหุ่นยนต์ที่เหมือนมนุษย์ด้วยแขน ขา หัวและตา และทำให้พวกเขาพูดได้ เราอยากนำวัตถุที่โดยปกติแล้วคุณไม่นึกถึงว่ามันมีคุณสมบัติแบบมนุษย์เพื่อมาดูกันว่าเราจะสามารถดึงเอาคุณสมบัติเหล่านั้นออกมาผ่านทางแบบดีไซน์และอนิเมชันได้หรือไม่”

 สแตนตันอธิบายว่า “เราอยากให้ผู้ชมเชื่อว่า พวกเขากำลังได้เห็นเครื่องจักรมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ยิ่งพวกเขาเชื่อว่ามันเป็นเครื่องจักรกลมากเท่าไหร่ เรื่องราวนั้นก็ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นครับ”

“ใน ‘WALL•E’ อนิเมเตอร์ได้แสดงฝีมือสุดความสามารถเพื่อถ่ายทอดอารมณ์และความนึกคิดที่ซับซ้อนออกมาผ่านทางคำพูดไม่กี่คน มันเป็นเรื่องของการสร้างความประทับใจให้ผู้ชมผ่านทางอนิเมชันครับ”

  –เอ็ด แคทมุลล์ ประธานบริษัทวอลท์ ดิสนีย์ และพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์ 

 หนึ่งในความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดที่เหล่าอนิเมเตอร์ต้องเผชิญคือความต้องการที่จะถ่ายทอดอารมณ์และการกระทำโดยไม่ต้องอาศัยไดอะล็อกแบบดั้งเดิม
 “เรารู้สึกว่าเราสามารถทำมันได้โดยใช้ไดอะล็อกที่ไม่เหมือนเดิม แต่ก็ยังคงรักษาตัวตนของตัวละครตัวนี้เอาไว้” สแตนตันกล่าว “ในชีวิตจริง เมื่อตัวละครพูดไม่ได้ อย่างเด็กทารก หรือสัตว์เลี้ยง ผู้คนก็มักจะใช้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองในการคิดแทนพวกเขา ‘ฉันคิดว่ามันเศร้านะ,’ ‘เธอชอบฉันนะ’ มันทำให้ผู้ชมติดใจเรื่องราวของมันครับ”
 เอ็ด แคทมุลล์ ประธานบริษัทวอลท์ ดิสนีย์ และพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์กล่าวว่า “ใน ‘WALL•E’ อนิเมเตอร์ได้แสดงฝีมือสุดความสามารถเพื่อถ่ายทอดอารมณ์และความนึกคิดที่ซับซ้อนออกมาผ่านทางคำพูดไม่กี่คน มันเป็นเรื่องของการสร้างความประทับใจให้ผู้ชมผ่านทางอนิเมชันครับ”
 สแตนตันตั้งข้อสังเกตว่า “ในโลกของอนิเมชัน แพนโทไมน์เป็นสิ่งที่อนิเมเตอร์รักที่สุด มันเป็นของถนัดของพวกเขาและพวกเขาก็อาศัยมันโดยสัญชาตญาณครับ จอห์น แลสเซทเตอร์เข้าใจเรื่องนี้ตอนที่เขาสร้างอนิเมชันและกำกับ ‘Luxo Jr’ หนังสั้นเรื่องแรกของเขาในพิกซาร์ ที่เป็นเรื่องของตัวละครโคมไฟสองตัวที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้โดยไม่ต้องอาศัยบทพูด ความปรารถนาที่จะเนรมิตชีวิตให้กับวัตถุที่ไม่มีชีวิตมันฝังอยู่ในตัวอนิเมเตอร์ทุกคนอยู่แล้วครับ สำหรับอนิเมเตอร์ใน ‘WALL•E’ มันเหมือนกับการเอากุญแจมือพวกเขาออกแล้วปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระ พวกเขาสามารถปล่อยให้ภาพบอกเล่าเรื่องราวส่วนใหญ่ได้ และพวกเขายังค้นพบด้วยว่าการจะทำทุกอย่างให้สำเร็จตามที่พวกเขาต้องการเป็นเรื่องที่ยากกว่าเยอะครับ
 “ผมพยายามทำให้อนิเมเตอร์ตั้งขีดจำกัดของตัวเองเพราะผมอยากให้การสร้างเครื่องจักรกลและกลไกของพวกมันปรากฏออกมาชัดเจนครับ” เขากล่าวเสริม “ตัวละครดูเหมือนหุ่นยนต์เพราะพวกเขายืดหดตัวไม่ได้ มันเป็นเหมือนการประลองปัญญาสำหรับเหล่าอนิเมเตอร์ที่ต้องคิดหาวิธีที่จะสื่อสารความคิดแบบเดิมๆ ออกมาให้ได้และกำหนดจังหวะที่เหมาะสมจากจุดยืนในด้านเรื่องราว และก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เครื่องจักรกลชิ้นนี้กำลังเคลื่อนไหวภายใต้ขีดจำกัดของดีไซน์และการสร้างของมัน มันเป็นอะไรที่ท้าทายมากๆ และน่าพึงพอในอย่างยิ่งยวดเมื่อมีคนหาวิธีการและวิธีแก้ไขที่เหมาะสมได้สำเร็จครับ”
 ในการเตรียมตัวสำหรับงานที่ได้รับมอบหมาย ทีมผู้สร้างและทีมงานอนิเมชันได้ไปพบกับผู้ออกแบบหุ่นยนต์จริงๆ ได้ไปเยี่ยมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาที่ห้องแล็บเจ็ต โพรพัลชัน ได้เข้าร่วมงานประชุมเกี่ยวกับหุ่นยนต์และนำเอาหุ่นยนต์ตัวเป็นๆ ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิดจากกรมตำรวจในท้องถิ่น เข้ามาด้วย ในการทำความเข้าใจว่าตัวละครมนุษย์จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรหลังจากเสวยสุขนานหลายร้อยปีในห้วงอวกาศ จิม ฮิคส์ ผู้เชี่ยวชาญจากนาซาได้เข้ามาคุยถึงผลของการไม่ได้ใช้อวัยวะส่วนต่างๆ และผลที่สภาวะไร้แรงดึงดูดมีต่อร่างกายมนุษย์
 เจสัน ดีมเมอร์ ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละครของเรื่อง ได้เล่าว่าหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการออกแบบวอลล์•อีคือดวงตาของเขา “วันหนึ่ง แอนดรูว์เข้ามาพูดถึงแรงบันดาลใจสำหรับดวงตาของวอลล์•อี เขาได้ไปชมการแข่งขันเบสบอลแล้วได้ใช้กล้องส่องทางไกล แล้วจู่ๆ เขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าเขาลองเอียงมันซักหน่อย เขาก็จะได้ลุคและความรู้สึกที่แปลกต่างไปอย่างมากจากมัน ซึ่งนั่นกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการออกแบบตัวละครตัวนี้ครับ”
 การออกแบบส่วนที่เหลือของวอลล์•อีเกิดจากประโยชน์ใช้สอยในการทำงาน “เขาจะเก็บขยะเข้าไปในตัวเองแล้วอัดมันให้กลายเป็นก้อนได้ยังไง” ดีมเมอร์ตั้งคำถาม พวกเขาได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่โรงงานรีไซเคิลเพื่อเฝ้าดูการทำงานของเครื่องอัดขยะจริงๆ “เรารู้ว่าเขาต้องมีรางเลื่อนสำหรับการเคลื่อนไหวขึ้นลงกองขยะ” เขากล่าว “แล้วเขาก็ต้องสามารถอัดขยะเป็นก้อนๆ ได้และมีมือที่ไว้ใช้แสดงท่าทางด้วยครับ”

หุ่นยนต์มีข้อศอกรึเปล่านะ?

 หนึ่งในประเด็นสำคัญในการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการสร้างวอลล์•อีขึ้นมาคือเขาควรจะมีข้อศอกรึเปล่า

 “ในช่วงเริ่มแรก เราได้ออกแบบวอลล์•อีให้มีข้อศอกครับ” สตีฟ ฮันเตอร์ ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์กล่าว “มันทำให้เขาสามารถงอแขนได้ ในฐานะอนิเมเตอร์ เราคิดกันว่าเขาควรจะแตะใบหน้าของตัวเอง เกาะเกี่ยวไปกับยานอวกาศและแสดงท่าการเคลื่อนไหวที่หลากหลายได้ แต่พอคุณมาดูจริงๆ มันกลับไม่ใช่น่ะครับ เขาถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการเก็บขยะเข้าไปในท้องเขา แล้วทำไมเขาต้องมีข้อศอกด้วยล่ะ มันไม่สมเหตุสมผลครับ ดังนั้น ด้วยความช่วยเหลือจากแอนดรูว์และความคิดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแองกัส แม็คเลน ไดเร็กติง อนิเมเตอร์ เราก็เลยให้เขามีรางเลื่อนรอบด้าน ซึ่งทำให้เขาเปลี่ยนตำแหน่งการวางแขนได้และทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายขึ้น มันทำให้เราสร้างตัวละครตัวนี้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สิ่งต่างๆ อย่างเช่นข้อศอกอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อยก็จริง แต่วิธีการแก้ปัญหาของเราจะยิ่งทำให้คุณเชื่อในตัววอลล์•อีมากขึ้นเพราะเราไม่ได้แก้ไขปัญหาแบบขอไปทีครับ”

 แม้ว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะค่อนข้างเรียบง่าย การสร้างภาพอนิเมชันของวอลล์•อีก็กลายเป็นหนึ่งในงานที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับทีมงานอนิเมชัน บาริลลาโร ซูเปอร์ไวซิง อนิเมเตอร์เล่าว่า “วอลล์•อี มีแผงควบคุมที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงตัวควบคุม 50 ที่สำหรับส่วนหัวอย่างเดียว เขาไม่ได้มีอวัยวะเหมือนกับมนุษย์ เราต้องกำหนดการเคลื่อนไหวของเขาตามส่วนประกอบเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งแรกที่พวกอนิเมเตอร์อยากทำเมื่อพวกเขาสร้างซีนเกี่ยวกับเขาคือใส่ลูกเล่นทุกอย่างเข้าไปเช่นการกระเด้งหัวเขาไปรอบๆ พวกเขาพยายามจะสร้างหัวของเขาให้กว้างเกินไปและเป็นมนุษย์มากเกินไป จนเราต้องพร่ำเตือนพวกเขาอยู่เสมอให้เพลาๆ ลงหน่อยและทำให้อนิเมชันเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในกรณีนี้ ยิ่งเรียบง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นครับ”

 ด้วยความที่เสียงของวอลล์•อีเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของเขา ทีมงานอนิเมเตอร์จึงร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเบน เบิร์ต นักออกแบบเสียงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ตามปกติแล้ว ทีมอนิเมเตอร์จะอาศัยแบบดีไซน์หยาบๆ เพื่อเตรียมทดสอบอนิเมชัน จากนั้น เบิร์ตก็จะเพิ่มเสียงของวอลล์•อีเข้าไป และส่งมันกลับไปให้อนิเมเตอร์อีกครั้งหนึ่ง เสียงและอนิเมชันจะถูกลำดับเข้าไว้ด้วยกัน และจะออกมาเป็นผลสำเร็จ

“การเคลื่อนไหวของเธอมีความงดงามและสง่างาม
ในแบบที่คุณจะคาดหวังว่าจะเห็นในตัวหุ่นยนต์ล้ำยุคครับ”
       –แองกัส แม็คเลน ไดเร็กติง อนิเมเตอร์

 การสร้างภาพอนิเมชันของอีฟก็เป็นความท้าทายสำหรับทีมงานเช่นกัน ด้วยดวงตาที่กะพริบได้ทั้งสองข้างและชิ้นส่วนที่ขยับได้สี่ส่วน ทำให้การสร้างเธอต้องอาศัยความคิดที่ซับซ้อนและการเคลื่อนไหวที่พอเหมาะพอเจาะ อีฟ ซึ่งถูกออกแบบให้ดูเหมือนหุ่นยนต์โลกอนาคต เป็นตัวแทนของความเรียบง่ายและเลิศหรู
 “เราอยากให้เธอสง่างามครับ” สแตนตันกล่าว “มันมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปในการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นผู้ชายและสิ่งที่เป็นผู้หญิงในโลกใบนี้ และเราก็รู้สึกว่าเธอน่าจะเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ไม่เงอะงะ และเธอน่าจะมีคุณสมบัติแบบผู้หญิงที่มีเสน่ห์ครับ”
 แม็คเลนอธิบายว่า “ในขณะที่การเคลื่อนไหวของวอลล์•อีจะเป็นไปตามแบบเดิมๆ มากกว่าด้วยมอเตอร์ ฟันเฟือง อีฟกลับเป็นหุ่นยนต์ทรงไข่ที่เคลื่อนไหวโดยการใช้แรงแม่เหล็ก จะต้องมีการใช้ลูกเล่นเล็กน้อยกับทุกเฟรมและการวางตำแหน่งเพื่อให้เธอดูดี การเคลื่อนไหวของเธอมีความงดงามและสง่างามในแบบที่คุณจะคาดหวังว่าจะเห็นในตัวหุ่นยนต์ล้ำยุคครับ”
 ฮันเตอร์กล่าวเสริมว่า “ทุกการเปลี่ยนแปลง ทุกมุมมอง หรือแม้กระทั่งลักษณะที่หัวของเธอจะโค้งมนในด้านหลังตอนที่หัวของเธอหมุน จะต้องมีการจัดวางในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงเพื่อทำให้มันให้ความรู้สึกที่ใช่ ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอจะต้องเป็นอะไรที่ไม่โจ่งแจ้ง โดยหลักๆ แล้ว เธอมีส่วนประกอบเพียงแค่สี่ส่วนและดวงตาสองข้างที่กะพริบได้ เราถกเถียงกันหลายครั้งว่าเธอจะขยับโดยใช้มือเธออย่างไร เราปฏิบัติกับเธอเหมือนกับเป็นรูปภาพในหลายๆ แง่มุม เพื่อคิดหาการวางท่าที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายทอดอารมณ์ออกมา มันน่าทึ่งมากๆ ว่าคุณสามารถอ่านเข้าไปในตัวเธอได้มากขนาดไหน”
 นอกเหนือจากตัวละครหุ่นยนต์สำคัญๆ ตัวอื่นๆ เช่นออโต้, โม, พวกรีเจ็ค บ็อทส์ ทีมงานตัวละครยังได้สร้างหุ่นยนต์อีกหลายตัวรวมไปถึงมนุษย์กว่าหนึ่งหมื่นคนเพื่อเป็นประชากรในยานแอ็กเซี่ยม ระบบโครงสร้างหลักหุ่นยนต์ถูกคิดค้นขึ้นด้วยการใช้หัวหุ่นยนต์ลักษณะแตกต่างกันที่สามารถนำมาผสมกับแขนและร่างกายต่างแบบกันไป หลังจากลงสีสันที่แตกต่างกันแล้ว กองทัพหุ่นยนต์เหลือคณานับก็ถือกำเนิดขึ้น
 คอลลินส์ ผู้ร่วมอำนวยการสร้างตั้งข้อสังเกตว่า “เราได้สร้างตัวละครมากมายที่มีชิ้นส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพื่อที่เราจะสามารถทำเป็นโปรแกรมสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาได้ เราสามารถเลือกรางเลื่อนและแขนที่แตกต่างออกไปได้ คุณสามารถสับเปลี่ยนมันเพื่อสร้างแสงเงาและตัวละครที่แตกต่างออกไปได้ เรามีตัวเลือกเป็นร้อยแบบและมีแสงเงาหลักๆ อยู่ 25 แบบที่เราสามารถจับแพะผสมแกะเพื่อทำให้โลกนี้ดูเต็มไปด้วยผู้คนค่ะ”
 แม็คเลนให้เครดิตกับสแตนตันในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับอนิเมเตอร์ในการทำงานให้ดีที่สุด “สิ่งที่ทำให้แอนดรูว์เป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จเหลือเกิน” แม็คเลนกล่าว “คือความสามารถของเขาในการมองเห็นภาพรวมของหนังได้ตลอดเวลา เขาสามารถโฟกัสกับสิ่งที่คุณกำลังทำแล้วแนะนำคุณได้ว่าจะทำให้มันดียิ่งขึ้นสำหรับซีเควนซ์นั้นๆ ยังไง เซนส์ด้านเรื่องราวของเขาดีมากๆ และเขาก็รู้วิธีที่จะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นให้อนิเมเตอร์ได้รับรู้ เขาเปรียบเทียบการบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ว่าเหมือนการเล่าเรื่องตลก ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เขาพยายามทำคือการบอกเล่าเรื่องตลกดีๆ ในช่วงเวลาเกือบ 90 นาที เหมือนกับเรามีอิฐก่อสร้างพวกนี้ที่จะกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ขึ้นมา แล้วเขาก็พยายามคิดหาวิธีที่ดีที่สุดในการบอกเล่ามันออกมา หน้าที่ของเราในการทำอนิเมชันคือทำให้แน่ใจว่าเราจะสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างชัดเจนและมันสนับสนุนความคิดของเขาที่มีต่อเรื่องราวนี้ครับ”
 สแตนตันกล่าวสรุปถึงความชื่นชมที่เขามีต่อทีมงานอนิเมเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “พวกเขาเป็นแชมเปียนตัวจริงของหนังเรื่องนี้ครับ พวกเขารักคอนเซ็ปต์นี้จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายและขีดจำกัดที่เราต้องตั้งไว้ให้กับตัวเองในการออกแบบตัวละครทุกตัวในแบบที่เราทำ และพวกเขาก็เข้าใจมันได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยล่ะครับ”
เสียงบี๊บอะไรนั่น : เบน เบิร์ต นักออกแบบเสียงในตำนานได้สร้าง
เสียงหุ่นยนต์ที่ไม่เหมือนใครและโลกแห่งเสียงให้กับ “WALL•E”
 กลุ่มตัวละครใน “WALL•E” ประกอบไปด้วยหุ่นยนต์หลากหลายประเภท ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์ที่พูดหรือสื่อสารได้ในภาษาของพวกเขาเอง สำหรับจิม มอร์ริส ผู้อำนวยการสร้างของเรื่องและแอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับและมือเขียนบทร่วม มีตัวเลือกที่ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในการสร้างเสียงพิเศษไม่เหมือนใครสำหรับตัวละครหุ่นยนต์เหล่านี้และการออกแบบเสียงสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวเลือกนั้นก็คือเบน เบิร์ต นักออกแบบเสียงเจ้าของหลายรางวัลออสการ์ ผู้สร้างสรรค์เสียงของอาร์ทู-ดีทู เสียงตวัดแส้ของอินเดียนา โจนส์ เสียงขู่ใน “Alien” และเสียงที่น่าจดจำสำหรับคอหนังทั่วโลกอีกมากมาย
 “เบนเป็นคนพิเศษครับ” สแตนตันกล่าว “เขาเป็นปรมาจารย์ด้านการออกแบบเสียง และเขาก็เป็นที่รู้จักของเด็กทุกคนที่ชอบ ‘Star Wars’ และทุกภาคของมันหลังจากนั้นครับ”
 “พอผมรู้ว่าผมมีโอกาสที่จะได้สร้าง ‘WALL•E’ ขึ้นจริงๆ ผมก็รู้ว่า หนังเรื่องนี้จะต้องอาศัยเสียงในการบอกเล่าเรื่องราว” สแตนตันกล่าวต่อ “ผมอยากให้หุ่นยนต์ของเราสื่อสารกันในระดับของอาร์ทู-ดีทูมากกว่าซี-ทรีพีโอ สื่อสารกันด้วยภาษาที่เหมือนกับเครื่องจักรกลของพวกเขาเองน่ะครับ ผมรู้สึกว่ามันคงจะเก๋กว่า น่าสนใจกว่า เมื่อจิมบอกผมว่าเขาเคยร่วมงานกับเบนที่ไอแอลเอ็มมาหลายปีและเสนอแนะว่าเราควรจะเชิญเขามา ผมก็ตื่นเต้นมากๆ ผมนำเสนอหนังเรื่องนี้ให้กับเบนแล้วบอกเขาว่า ผมอยากให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของนักพากย์ของผม ขอบคุณพระเจ้าที่เขาตอบตกลงเพราะไม่นานนัก ทุกอย่างก็ชี้ชัดว่าเราไม่สามารถสร้างหนังเรื่องนี้ได้โดยปราศจากเขา เขาเป็นคนที่เก่งที่สุดจริงๆ ครับ”
 จิม มอร์ริสกล่าวเสริมว่า “ความสามารถของเบนในการสร้างเสียงแปลกๆ หรือเสียงพิเศษที่ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการสร้างเสียงวอลล์•อี และเราก็ดีใจมากที่เขาได้มาร่วมงานในหนังเรื่องนี้ เสียงของตัวละครบางตัวที่เขาสร้างขึ้นเป็นเสียงที่สังเคราะห์ขึ้นทั้งหมด บางเสียงก็เกิดขึ้นจากการผสมผสานเสียงหลากหลายประเภทที่เบนพบหรือสร้างขึ้น และบางเสียงก็เกิดจากเสียงของมนุษย์ที่ถูกนำมาดัดแปลง เบนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับเสียงทั้งหมดที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ครับ”

“มันเป็นสมดุลที่แปลกประหลาดระหว่างการทำเสียงให้ออกมาเหมือนกับมันถูกสร้างด้วยเครื่องจักรกล แต่ก็ยังมีความอบอุ่นและเฉลียวฉลาด ซึ่งผมเรียกมันว่าจิตวิญญาณ 
อย่างที่มนุษย์พึงมีครับ”
        –เบน เบิร์ต นักออกแบบเสียง
 เบิร์ตอธิบายว่า “แบ็คกราวน์ของผมจาก ‘Star Wars’ ทำให้ผมมีประสบการณ์ในการทำงานกับเสียงของหุ่นยนต์หรือมนุษย์ต่างดาว แต่ ‘WALL•E’ จำเป็นต้องใช้เสียงสำหรับตัวละครหุ่นยนต์มากกว่าหนังเรื่องก่อนๆ ที่ผมเคยทำงานมา ความท้าทายของหนังเรื่องนี้คือการสร้างเสียงของตัวละครที่ผู้ชมจะเชื่อว่าไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่พวกเขาก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวละครเหล่านั้นได้อย่างสนิทสนม รักใคร่ อย่างที่พวกเขาจะรู้สึกกับตัวละครมนุษย์คนหนึ่งน่ะครับ เสียงไม่ควรจะออกมาเป็นเสียงของเครื่องจักรกลโดยขาดบุคลิกลักษณะ หรือเป็นเหมือนนักแสดงหลังม่านที่เลียนเสียงหุ่นยนต์ มันเป็นสมดุลที่แปลกประหลาดระหว่างการทำเสียงให้ออกมาเหมือนกับมันถูกสร้างด้วยเครื่องจักรกล แต่ก็ยังมีความอบอุ่นและเฉลียวฉลาด ซึ่งผมเรียกมันว่าจิตวิญญาณ อย่างที่มนุษย์พึงมีครับ”
 “โชคดีที่มันเป็นความคิดที่สดใหม่และน่าตื่นเต้นและผมก็สนใจความท้าทายของการสร้างเสียงในหนังเรื่องนี้ครับ” เบิร์ตกล่าว “เสียงและเสียงของหุ่นยนต์จะมีบทบาทพิเศษในแบบที่ผมอดไม่ได้ที่จะเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา ดังนั้นก็แน่นอนครับ ผมเซ็นสัญญาที่จะร่วมงานกับจิม และแอนดรูว์ เพื่อทำหน้าที่ออกแบบเสียงให้กับหนังเรื่องนี้ครับ”
 เบิร์ตอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเสียงของตัววอลล์•อีว่า “มันเริ่มต้นจากการที่ผมใช้เวลาอยู่ในห้องอัดเสียงเล็กๆ ในแผนกเสียงของเรา ผมนำเสียงที่บันทึกไว้ก่อนมาเล่นในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเสียงนั้นก็จะถูกวิเคราะห์และแยกออกมาเป็นส่วนๆ เหมือนกับคุณให้แสงส่องไปที่แท่งปริซึม เพื่อทำให้แสงกระจายตัวออกเป็นสีต่างๆ และคุณก็สามารถทำอย่างเดียวกันนั้นได้กับไฟล์เสียง พอคุณแตกเสียงออกเป็นส่วนประกอบต่างๆ แล้ว คุณก็สามารถจับมันมารวมกันได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้คุณสามารถควบคุมจำนวนขององค์ประกอบต่างๆ ได้ ผมสามารถใส่เอาคุณสมบัติที่เหมือนเครื่องจักรกลเข้าไปในเสียง และทำในสิ่งที่เส้นเสียงของมนุษย์ไม่สามารถทำได้ คุณสามารถลากเสียงสระบางอย่างยาวขึ้นได้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงโทนเสียงหรือทำให้เสียงมันสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ คุณสามารถจับเอาเสียงสองเสียงใกล้กันมากขึ้น ในการรวมเอาเสียงทั้งหลายเข้าด้วยกันด้วยโปรแกรมพิเศษที่ผมคิดค้นขึ้น ผมก็สามารถเก็บรักษาเสียงเดิมไว้ได้ตามที่ต้องการ ผมเพียงแต่เพิ่มรูปแบบเสียงสังเคราะห์เข้าไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
 “ถ้าเสียงมันฟังดูห้วนๆ” เบิร์ตกล่าวเสริม “คุณก็สามารถยืดมันออกเพื่อทำให้มันยาวขึ้นได้ และผมก็พบวิธีการสร้างเสียงวอลล์•อีที่ผมสามารถทำแบบนั้นได้ มันทำให้เกิดคุณสมบัติที่แอนดรูว์ชื่นชอบและมันก็ทำให้เราคงบุคลิกลักษณะของเขาเอาไว้ได้ด้วย”
 นอกเหนือจากตัววอลล์•อีแล้ว เบิร์ตยังเป็นผู้รับผิดชอบเสียงของโม, ออโต้และอีฟ ผู้ซึ่งเขาสร้างเสียงขึ้นมาโดยการดัดแปลงเสียงของเอลิสซา ไนท์ พนักงานคนหนึ่งของพิกซาร์
 สำหรับเสียงอื่นๆ ในเรื่อง เบิร์ตได้สร้างคลังไฟล์ 2,400 ไฟล์ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดที่เขาเคยรวบรวมสำหรับภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ “WALL•E” เป็นภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องแรกของเบิร์ต “อนิเมชันเป็นอะไรที่รวมตัวกันอย่างแน่นหนาและเสียงทุกอย่างก็จะไปเร็วมากๆ” เขาตั้งข้อสังเกต “ตอนที่ผมสร้างเสียงสำหรับวอลล์•อีขึ้นมาในตอนแรก ผมพบว่าผมมักจะทำมันช้าเกินไป ผมก็เลยต้องสปีดทุกอย่างขึ้นมาเพื่อทำให้เสียงออกมาเร็วขึ้นครับ”
 เบิร์ตจำเป็นต้องรอบรู้ในหลายๆ เรื่องสำหรับการสร้างเสียงสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ในการสร้างเสียงแมลงสาปบิน เขาได้ใช้กุญแจมือของตำรวจและบันทึกเสียงคลิกระหว่างที่เขาแยกมันออกและใส่มันเข้าที่เดิม ในการสร้างเสียงอีฟบิน เขาก็ไปหาคนที่สร้างเครื่องบินเจ็ทบังคับวิทยุความยาว 10 นิ้ว แล้วบันทึกเสียงตอนมันบินโฉบหัวเขาไป การวิ่งไปมาตามทางเดินที่ปูด้วยพรมพร้อมด้วยถุงผ้าใบขนาดใหญ่ช่วยสร้างเสียงเอฟเฟ็กต์ลมที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับพายุบนโลก และเสียงตัวกระตุกเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินสองเครื่องยนต์ยุค 30s ก็ถูกใช้สร้างเสียงของวอลล์•อีที่ดันเกียร์สูงขึ้น
 “ส่วนที่ดีที่สุดในการทำงานในหนังเรื่องไหนๆ ก็ตามในฐานะนักออกแบบเสียงคือเมื่อคุณอยู่ในห้องลำดับเสียงตามลำพัง และคุณมีฟุตเตจสำเร็จอยู่ตรงหน้าคุณ” เบิร์ตกล่าว “แล้วคุณได้ใส่เสียงลงไปเป็นครั้งแรก บางสิ่งก็คลิกจริงๆ ครับ คุณเป็นคนแรกที่ได้เห็นตรงนั้นและมันก็เป็นช่วงเวลาที่หอมหวานจริงๆ การเดินไปมาในห้องโถงที่พิกซาร์ช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้จริงๆ เพราะมันมีผู้คนที่เปี่ยมพรสวรรค์มากมายกำลังทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ แล้วผมก็จะกลับไปในสตูดิโอของตัวเองแล้วคิดว่า ‘เสียงของฉันจะออกมาดีเท่าสิ่งที่ฉันเห็นอยู่รึเปล่า’ น่ะครับ”

ข้างนอกนั่น : ทิวทัศน์โลกและห้วงอวกาศแสนมหัศจรรย์ของผู้ออกแบบงานสร้าง 
ราล์ฟ แอ็กเกิลสตัน
 การออกแบบงานสร้างสำหรับ “WALL•E” จำต้องอาศัยภาพอนาคตที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ ซึ่งมีทั้งภาพของโลกรกร้างไร้ผู้คนที่เต็มไปด้วยกองขยะระเกะระกะ ไปจนถึงยานอวกาศลำโตที่จอดอยู่ขอบเนบิวลา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์หลายพันหลายหมื่นคน ผู้ที่ดูแลการออกแบบงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ราล์ฟ แอ็กเกิลสตัน (“Finding Nemo”) ลูกหม้อเก่าของพิกซาร์ ผู้เคยรับหน้าที่ผู้กำกับศิลป์ใน “Toy Story” และ “The Incredibles” และเคยกำกับภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลออสการ์เรื่อง “For the Birds” ผู้ที่ร่วมงานกับเขาอย่างใกล้ชิดเพื่อเนรมิตภาพศิลป์ของเขาให้กลายเป็นจริงคือสามผู้กำกับศิลป์ชั้นนำของวงการ แอนโธนี คริสตอฟ (ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายฉาก), เบิร์ต เบอร์รี (ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายเงา) และเจสัน ดีมเมอร์ (ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายตัวละคร)  
“เราค้นหาโลกในแบบของเราและสร้างมันขึ้นมาจากความว่างเปล่าครับ”
–ราล์ฟ แอ็กเกิลสตัน ผู้ออกแบบงานสร้าง
 ผู้อำนวยการสร้างมอร์ริสกล่าวว่า “โดยรวมแล้ว ความท้าทายชิ้นใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้จากมุมมองของผมคือการออกแบบงานสร้างและการกำหนดลุคสำหรับฉากและสิ่งแวดล้อมของเรา เรารู้ดีว่าเราจำต้องมีภาพของโลกอนาคตที่อยู่ในสภาพรกร้าง แต่มันเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างยิ่งในการคิดเพิ่มเติมรายละเอียดลงไป แบบดีไซน์ยานแอ็กเซี่ยมและสิ่งแวดล้อมในห้วงอวกาศก็เป็นเรื่องที่คิดได้ยาก แต่เรามีวัตถุดิบสำหรับการค้นคว้าและเรียนรู้สำหรับเรื่องพวกนั้น ราล์ฟและทีมงานของเขาได้ทำหน้าที่อย่างน่าทึ่งในการสร้างสรรค์โลกหฤหรรษ์ที่น่าสนใจ ซึ่งกลายมาเป็นตัวละครตัวหนึ่งและช่วยแอนดรูว์ในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เขาต้องการจะเล่าน่ะครับ”
 “หนึ่งในสิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับสิ่งที่พิกซาร์ทำ” แอ็กเกิลสตันกล่าว “คือเราได้สร้างหนังอนิเมชันที่มีองค์ประกอบของหนังสเปเชียล เอฟเฟ็กต์และหนังไลฟ์แอ็กชันขึ้นมา เราค้นหาโลกในแบบของเราและสร้างมันขึ้นมาจากความว่างเปล่าครับ กับ ‘WALL•E’ มันเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ชมจะต้องเชื่อในโลกใบนี้ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ว่า ตัวละครของเราเป็นหุ่นยนต์ตัวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนโลกจริงๆ ดังนั้นเราก็ตั้งต้นจากการทำให้ฉากโลกของเราสมจริงมากๆ ด้วยรายละเอียดยิบย่อย เราสร้างภาพของเมืองในอาณาเขตเกือบจะหกไมล์เพื่อที่ว่าทุกหนแห่งที่วอลล์•อีไป เราจะรู้ว่ามันคือที่ไหนและรู้ว่าโลกใบนั้นมีอยู่จริง สุดท้ายเราก็ลงเอยด้วยการทำให้มันเก๋ไก๋มากขึ้นสำหรับอนิเมชัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นฉากที่สมจริงที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างกันมาที่พิกซาร์ และนี่ก็เป็นงานที่ยากที่สุดของเราจากจุดยืนด้านศิลปะน่ะครับ”
 “หนึ่งในเป้าหมายของเราในหนังเรื่องนี้คือการใช้สีสันและแสงเพื่อไฮไลท์อารมณ์ของวอลล์•อี และช่วยให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันกับพวกเขา” เขากล่าวเสริม “องก์ที่หนึ่งเป็นเรื่องของแสงที่โรแมนติกและกระตุ้นอารมณ์ ส่วนองก์ที่สองจะเป็นเรื่องของความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความสะอาด องก์ที่สองจะเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับองก์แรก และยิ่งเรื่องราวดำเนินไปข้างหน้า เราก็ค่อยๆ เพิ่มแสงโรแมนติกเข้าไปมากขึ้นทีละน้อยๆ งานของผมส่วนใหญ่คือการใส่เอาความคิดทั้งหลายทั้งปวงจากแผนกศิลป์เข้าไปในงานสร้างด้วยครับ”
 ในการตามหาแรงบันดาลใจในการสร้างลุคห้วงอวกาศสำหรับ “WALL•E” แอ็กเกิลสตันและทีมงานได้หันไปใช้ภาพในอุดมคติของอนาคตจากนักวิทยาศาสตร์นาซาในยุค 50s และ 60s และภาพวาดคอนเซ็ปต์จากทูมอร์โรว์แลนด์ในดิสนีย์แลนด์
 “หนึ่งในสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผมและทุกๆ คนในหนังเรื่องนี้มากที่สุดในแง่ของการสร้างภาพอนาคตของเราคือภาพศิลปะที่ถูกรังสรรค์ขึ้นสำหรับทูมอร์โรว์แลนด์” แอ็กเกิลสตันกล่าว “มันไม่ใช่เรื่องของรายละเอียด แต่เป็นความคิดทำนองว่า ‘ยานเหาะของฉันอยู่ไหนล่ะ’ คุณได้มองดูภาพวาดโครงการอวกาศหลายชิ้นในยุค 40s, 50s และ 60s และคุณก็จะได้เห็นภาพมหัศจรรย์ของตึกรามบ้านช่องบนดาวอังคาร ประมาณปี 1978 พวกเขาก็เลิกทำอะไรแบบนั้นเพราะพวกเขาจะไม่ให้ทุนกับสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ เราสนใจในการแสดงให้เห็นว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไรได้บ้าง แล้วถ้าเรามีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้นจริง มันจะไม่ดีหรอกหรือ นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะใช้กับแบบดีไซน์มากมายในหนังเรื่องนี้ครับ”
 แรงบันดาลใจสำหรับแบบดีไซน์ยานแอ็กเซี่ยมมาจากการค้นคว้าเรือสำราญท่องสมุทร ซึ่งรวมถึงเรือสำราญโดยดิสนีย์ด้วย การเดินทางไปทัศนศึกษาที่เวกัสยังทำให้พวกเขาได้พบแสงเหมาะๆ สำหรับฉากหรูจอมปลอมนี่ด้วย “คอนเซ็ปต์ดั้งเดิมสำหรับยานแอ็กเซี่ยมมาจากเรือสำราญครับ” แอ็กเกิลสตันกล่าว “เราได้ออกแบบยานอวกาศที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับเมืองๆ หนึ่ง ยาวหลายไมล์ และสามารถบรรจุประชากรได้เป็นหมื่นๆ คน เรารู้ดีว่าผู้ชมต้องการจะเห็นภาพรายละเอียดพื้นหลังบางอย่าง เราก็เลยวางมันไว้ใกล้กับเนบิวลา เมื่อเราได้เห็นเนบิวลาครั้งแรก มันจะทำให้คุณนึกถึงภูเขาที่มีอะไรบางอย่างอยู่บนยอด ก่อนที่เราจะเผยให้เห็นว่ามันคือยานแอ็กเซี่ยมครับ”

การพัฒนาศิลปะคอมพิวเตอร์ อนิเมชัน: โรเจอร์ ดีกินส์ ช่างภาพชื่อดังและเดนนิส มูเรน
ผู้บุกเบิกด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ร่วมมือกันใน “WALL•E”
 “สิ่งหนึ่งที่แอนดรูว์อยากทำกับ ‘WALL•E’คือการสร้างลุคที่แตกต่างจากที่เราเคยเห็นกันในหนังอนิเมชัน” ผู้อำนวยการสร้างมอร์ริสกล่าว “บ่อยครั้งที่หนังอนิเมชันจะให้ความรู้สึกเหมือนพวกมันได้รับการบันทึกภาพจากในคอมพิวเตอร์ แต่เราอยากให้หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามีช่างภาพแบกกล้องจริงๆ ไปยังสถานที่พวกนี้และถ่ายภาพที่พวกเรากำลังเห็นกันอยู่มา เราอยากให้มันมีความสมจริงแบบภาพถ่ายและดูสมจริง และดิบเถื่อนกว่าหนังอนิเมชันทั่วๆ ไป ระหว่างที่ผมทำงานที่ไอแอลเอ็ม ผมได้พบกับคนหลายคนที่ผมคิดว่าน่าจะช่วยเราตรงเรื่องนั้นได้”
 มอร์ริสได้เชิญคนทำหนังสองคนที่อยู่แถวหน้าในสายงานของพวกเขามายังพิกซาร์เพื่อทำหน้าที่ที่ปรึกษาของเรื่อง ช่างภาพโรเจอร์ ดีกินส์ (“No Country for Old Men,” “The Assassination of Jesse James by the Outlaw Robert Ford,” “Fargo,” “O Brother Where Art Thou?”) ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อชิงเจ็ดรางวัลออสการ์ และเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากการร่วมงานกับพี่น้องโคเอน ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในเรื่องแสงและกล้อง ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์ เจ้าของหกรางวัลออสการ์ เดนนิส มูเรน (“Star Wars,” “Indiana Jones,” “Terminator 2,” “Jurassic Park,” “The Abyss,” “Twister”) จะเป็นที่ปรึกษาในเรื่องวิชวล เอฟเฟ็กต์และการสร้างภาพบรรยากาศที่เหมาะสม

“มันมีความไม่สมบูรณ์บางอย่างในลุคของหนังฉบับเสร็จสมบูรณ์
ที่ช่วยเสริมสร้างความสมจริงให้กับมัน”
–จิม มอร์ริส ผู้อำนวยการสร้าง

 “ทั้งโรเจอร์และเดนนิสต่างก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งในหนังเรื่องนี้เพื่อใส่มุมมองของพวกเขาลงไปและแนะนำความคิดต่างๆ ให้กับเราว่ามันควรจะออกมาหรือให้ความรู้สึกอย่างไร” มอร์ริสกล่าว “เราได้นำเอากล้องพานาวิชันวินเทจของยุค 70s ซึ่งคล้ายกับกล้องที่ใช้ถ่ายทำ ‘Star Wars’ มาใช้ และเราก็ได้ถ่ายภาพบางอย่างเพื่อทำความเข้าใจถึงลักษณะภาพที่เลนส์พวกนี้จะถ่ายทอดออกมา เราสังเกตเรื่องทางเทคนิคต่างๆ เช่นความผิดเพี้ยนของสี ความบิดเบี้ยวทั่วๆ ไปและความไม่สมบูรณ์อื่นๆ แล้วเราก็นำสิ่งที่เราเรียนรู้มาใช้กับภาพคอมพิวเตอร์ กราฟฟิคของเรา เดนนิสกับโรเจอร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเราสร้างลุคพวกนี้ขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น คำแนะนำของพวกเขาในเรื่องของการถ่ายภาพ แสงและองค์ประกอบภาพช่วยเราในการสร้างภูมิประเทศของโลกใบนี้ที่ทุรกันดาน แห้งแล้งในองก์แรกครับ”
 แบ็คกราวน์ของมอร์ริสในการสร้างภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันและวิชวล เอฟเฟ็กต์ช่วยให้ทีมงานทำตามความต้องการของพวกเขาในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้มีความรู้สึกเหมือนมันถูกถ่ายทำไม่ใช่แค่บันทึกภาพ “ผมอธิบายให้ทีมงานฝ่ายเทคนิคฟังว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ตอนที่คุณถ่ายทำ เลนส์มักจะอยู่ตรงด้านหน้าวัตถุถ่ายทำประมาณสามฟุต และมุมมองก็จะเปลี่ยนไปเมื่อคุณแพนหรือขยับกล้อง พวกเขารับข้อมูลนี้ไปและกลับมาพร้อมกับภาพที่ดูเหมือนภาพถ่ายประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผลที่ออกมาให้ความรู้สึกเหมือนกับมีช่างภาพมายืนอยู่ตรงนั้น แทนที่จะเป็นที่ว่างเสมือนบางอย่างที่ทุกอย่างจะชัดเป๊ะๆ มันมีความไม่สมบูรณ์บางอย่างในลุคของหนังฉบับเสร็จสมบูรณ์ที่ช่วยเสริมสร้างความสมจริงให้กับมันครับ”
 ในฐานะผู้กำกับภาพผู้ดูแลกล้อง เจเรมี ลาสกีได้ช่วยนำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่อีกระดับหนึ่ง “เราได้พัฒนาเทคโนโลยีกล้องและแสงของเราเพื่อทำให้หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนมีกล้องและเลนส์ถ่ายทำสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่จริงๆ เราใช้อัตราส่วนไวด์สกรีนและภาพแบบชัดตื้นเพื่อทำให้ภาพออกมาเต็มไปด้วยรายละเอียด คุณจะมองเห็นแบ็คกราวน์อยู่นอกโฟกัส และเลเยอร์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอยู่ในบางช็อตเพื่อสร้างอค์ประกอบที่เกือบจะเหมือนสีน้ำ เรายังได้ใช้ช็อตแบบแฮนด์เฮลและสเตดี แคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฉากอวกาศ เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ และมีหุ่นยนต์จริงๆ เคลื่อนไหวอยู่ในโลกจริงๆ ใบนี้ คุณจะรู้สึกเหมือนคุณได้เห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตรงหน้าจริงๆ หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เราใช้ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับพิกซาร์ คือเราสามารถทำภาพพรีวิชวลแสงสำคัญๆ ก่อนหน้าการถ่ายทำได้เพื่อที่เราจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่าเฟรมหนังฉบับสมบูรณ์จะออกมาเป็นอย่างไร ในอดีต เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับแสงในขั้นตอนงานสร้างขั้นตอนนี้เลย”
 แดเนียล เฟนเบิร์ก เป็นผู้กำกับภาพฝ่ายแสง โรเจอร์ ดีกินส์ ช่างภาพชื่อดัง (“No Country for Old Men,” “The Assassination of Jesse James by the Coward Robert Ford”) และเดนนิส มูเร ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชวล เอฟเฟ็กต์เจ้าของรางวัลออสการ์ รับหน้าที่ที่ปรึกษาของเรื่อง “ตอนที่ผมได้เห็นหนังฉบับเสร็จสมบูรณ์ครั้งแรก ผมก็นึกในใจว่า ‘ฉันไม่เคยเห็นหนังเหมือนอย่างนี้มาก่อน’ ครับ” มอร์ริสกล่าวสรุป “ผมรู้สึกเหมือนผมได้เห็นมันผ่านดวงตาคู่ใหม่น่ะครับ”

สู่ดนตรีของโลก : โธมัส นิวแมน และปีเตอร์ เกเบรียล
ร่วมกันสร้างสรรค์ดนตรีแห่งจักรวาล
 แอนดรูว์ สแตนตันและคอมโพสเซอร์ โธมัส นิวแมนเข้ากันได้อย่างดีในการร่วมงานกันครั้งแรกใน “Finding Nemo” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้งคู่จะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งใน “WALL•E” ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องด้วยภาพและการลดทอนไดอะล็อกลง ดนตรีจึงยิ่งมีบทบาทสำคัญมากกว่าปกติในการช่วยทีมผู้สร้างให้การสร้างมู้ดและการถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขา นิวแมนได้ร่วมมือกับปีเตอร์ เกเบรียล ตำนานร็อคแอนด์โรลในเพลงชื่อ Down to Earth ซึ่งเป็นดนตรีอิพิล็อกที่สนุกสนานสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้
 สแตนตันตั้งข้อสังเกตว่า “การร่วมงานกับทอมเป็นเหมือนความฝันสำหรับผมเสมอครับ ผมเป็นแฟนดนตรีของเขามานานแล้วเพราะผลงานของเขาเป็นอะไรที่เป็นแบบฉบับมากๆ ผมจำได้ว่าผมเล่าเรื่องโปรเจ็กต์นี้ให้เขาเป็นครั้งแรกในคืนการประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 2004 ตอนที่เราไปร่วมฉลองกับ ‘Nemo’ ผมบอกเขาว่าผมมีไอเดียสำหรับหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับ   ‘Hello Dolly’ และไซไฟ ผมก็สงสัยอยู่ว่าหลังจากนั้น เขาจะยังยอมพูดกับผมรึเปล่า กลับกลายเป็นว่าเพลงประกอบ ‘Hello Dolly’ แต่งขึ้นโดยไลออนเนล นิวแมน ลุงของเขา ดังนั้น เราก็เลยยังคงเก็บเรื่องราวนี้ไว้ในครอบครัวของเราครับ”
 “สิ่งหนึ่งที่รับประกันได้เมื่อคุณทำงานกับทอมคือคุณจะได้อะไรที่ไม่ธรรมดาครับ” สแตนตันกล่าวเสริม “พอคุณร้องขออะไรที่มาจากแบบเดิมๆ อย่างแนวหนังไซไฟ คุณก็รู้ว่าคุณจะได้สิ่งที่ผิดแปลกออกไปเล็กน้อย สกอร์ของเขามักจะทำให้หนังเกิดเอกลักษณ์ขึ้นมา ซึ่งมันก็จะไม่เหมือนกับเพลงที่คุณเคยได้ยินมาก่อนด้วย สำหรับ ‘WALL•E’ เขาได้สร้างความงดงาม ความยิ่งใหญ่และสเกลในระดับใหม่ที่เกินกว่าที่ผมจินตนาการไว้เสียอีกครับ”
“ในอนิเมชัน มู้ดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาสั้นๆ บางครั้งก็เพียงเสี้ยววินาที”
–โธมัส นิวแมน คอมโพสเซอร์
 สิ่งหนึ่งที่สแตนตันชื่นชมที่สุดเกี่ยวกับผลงานของนิวแมนใน “WALL•E” คือความสามารถในการถ่ายทอดธีมอวกาศอันยิ่งใหญ่ได้พอๆ กับถ่ายทอดความสัมพันธ์อันสนิทสนมระหว่างตัวละครเอกทั้งคู่ “ทอมสามารถสื่อสารโลกที่เราสร้างขึ้นออกมาได้ด้วยสกอร์ของเขาครับ” สแตนตันตั้งข้อสังเกต “มันมีซีนหนึ่งในองก์แรกที่เราได้เห็นวอลล์•อีปฏิบัติภารกิจประจำวันของเขา ซึ่งมันจะมีแง่มุมแบบเครื่องจักรกลที่ทำตามเวลาอยู่ในนั้น สกอร์มันก็จะมีจังหวะแบบโรงงาน พร้อมกับมีเสียงผิวปากเบาๆ เหมือนกับการผิวปากตอนคุณทำงานน่ะครับ ทอมสามารถค้นหาความสมจริงของช่วงเวลาเหล่านั้นออกมาได้เสมอ และด้วยสไตล์ที่ไม่เหมือนใครในการพากย์เสียงทับและผสมผสานหลังจากที่เขาได้บันทึกเสียงกับวงออร์เคสตรามาแล้ว เขาก็ได้คิดเสียงแปลกใหม่ขึ้นมา เขามีพรสวรรค์อย่างแท้จริงในการค้นหาอารมณ์ละเอียดอ่อนในแต่ละซีน ผมคิดว่านั่นเป็นสาเหตุที่เราเข้ากันได้ดี เพราะสิ่งที่ผมมักจะต้องการคือการให้ความสำคัญกับแง่มุมด้านอารมณ์ของการเล่าเรื่องราวครับ”
 นิวแมนกล่าวเสริมว่า “การแต่งเพลงประกอบหนังอนิเมชันแตกต่างจากการทำงานในไลฟ์แอ็กชันมากๆ ในอนิเมชัน มู้ดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาสั้นๆ บางครั้งก็เพียงเสี้ยววินาที มันจะมีมู้ดนี้ แล้วก็ ‘บู้ม’ เกิดแอ็กชันขึ้น ผมได้เรียนรู้จาก ‘Nemo’ ว่าคุณไม่สามารถสร้างมู้ดๆ หนึ่งขึ้นมาแล้วปล่อยให้มันกินเวลานานๆ การทำงานกับอนิเมชันต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องของการที่ดนตรีขยับจากความรู้สึกหนึ่งไปยังอีกความรู้สึกหนึ่งน่ะครับ
 “ดนตรีของผมมักจะเป็นแพทเทิร์นหรือซ้ำเดิม ผมก็เลยอยากร่วมงานกับเพอร์คัสชันนิสต์หรือมือกีตาร์ที่สามารถเสริมแต่งแพทเทิร์นเหล่านั้นให้มันน่าสนใจมากขึ้นได้” นิวแมนกล่าว “ถ้าคุณใช้วลีที่ซ้ำเดิมบ่อยครั้ง มันจะทำให้หูของเราได้ยินสีสันที่จะช่วยเปิดรับกับเสียงและดนตรีมากขึ้น สิ่งที่ทำให้ผมสนใจดนตรีคือความลึกซึ้งของมันครับ”

“ทอมไปลอนดอนเพื่อร่วมแจมกับปีเตอร์ และมันก็เหมือนกับเรื่องราวความรักสุดป่วนครับ”
–แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับและมือเขียนบทร่วม

 สำหรับเพลง “Down to Earth” ซึ่งจะเปิดในตอนท้ายเรื่อง สแตนตันมีโอกาสได้ร่วมงานกับปีเตอร์ เกเบรียล ซึ่งเป็นฮีโรโลกดนตรีอีกคนหนึ่งของเขา สแตนตัน ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของตำนานร็อคแอนด์โรลล์คนนี้ตั้งแต่อายุ 12 ปีได้ติดต่อเกเบรียลให้มาเขียนเพลงที่จะมีบทบาทสำคัญต่อบทสรุปของภาพยนตร์เรื่องนี้
 สแตนตันเล่าว่า “การร่วมงานกับปีเตอร์เป็นหนึ่งในไฮไลท์ในการทำงานของผม เมื่อถึงตอนจบหนังของเรา ผมก็รู้ว่าเราต้องเสริมประเด็นเรื่องราวเข้าไปและสร้างอะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกเป็นสากล และจู่ๆ ผมก็มาคิดได้ว่าปีเตอร์เป็นบิดาของเวิลด์มิวสิคสำหรับโลกตะวันตก ผมชื่นชอบความคิดของการนำเขาและทอมมาอยู่ในห้องเดียวกันแล้วรอชมว่าพวกเขาจะคิดอะไรขึ้นมาได้ ทอมไปลอนดอนเพื่อร่วมแจมกับปีเตอร์ และมันก็เหมือนกับเรื่องราวความรักสุดป่วนครับ แล้วจู่ๆ เราก็ได้เพลงที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างโธมัส นิวแมนและปีเตอร์ เกเบรียลที่ชื่อ ‘Down to Earth’ ขึ้นมา และมันก็เป็นยิ่งกว่าที่ผมคิดฝันเอาไว้อีกครับ เนื้อเพลงของปีเตอร์ดูเรียบง่าย แต่มันตรงใจ ผมประทับใจอย่างมากตอนที่ได้ยินเนื้อเพลงเพลงนี้เพราะมันทั้งชาญฉลาดและเข้ากับเรื่องราวได้ดีเหลือเกิน มันให้ความรู้สึกถึงความเป็นเพลงของปีเตอร์ เกเบรียล และยิ่งรู้ว่ามันเป็นเพลงที่แต่งขึ้นจากเรื่องราวที่ผมได้เขียนขึ้นและการที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน ทำให้ผมอึ้งจริงๆ”
 “มันให้ความรู้สึกเหมือนเพลงของปีเตอร์ เกเบรียลมากๆ แต่มันยังมีความอ่อนไหวและความเชื่อมโยงในแบบของทอมด้วย” สแตนตันกล่าวเสริม “ทอมได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงเพลงนี้จนเขาได้กลับไปปรับเปลี่ยนเพลงประกอบช่วงเวลาสำคัญบางช่วงเสียใหม่เพื่อเพิ่มธีมเดิมเข้าไป มันให้ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงและมีส่วนสำคัญต่อเรื่องราวจริงๆ ครับ”

 

 

 

 

เกี่ยวกับทีมผู้สร้าง
แอนดรูว์ สแตนตัน (ผู้กำกับ/มือเขียนบท/รองประธานฝ่ายครีเอทีฟบริษัทพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์) กลายเป็นทีมงานฝ่ายครีเอทีฟคนสำคัญที่พิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์นับตั้งแต่ปี 1990 เมื่อเขากลายเป็นอนิเมเตอร์คนที่สองและพนักงานคนที่เก้าที่เข้าร่วมกลุ่มผู้ชำนาญการด้านคอมพิวเตอร์ อนิเมชันรุ่นบุกเบิกของบริษัท ในฐานะรองประธานฝ่ายครีเอทีฟ เขาเป็นผู้คิดริเริ่มและทำการดูแลการพัฒนาภาพยนตร์ขนาดยาวและภาพยนตร์ขนาดสั้นทุกเรื่องของบริษัท
 สแตนตันได้เปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกด้วย “Finding Nemo” เรื่องราวออริจินอลที่ทุบสถิติทั่วโลก ซึ่งเขาร่วมเขียนบทเองด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้สแตนตันได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด (สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมและภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม) และ “Finding Nemo” ก็ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมประจำปี 2003 ซึ่งเป็นรางวัลแรกที่พิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์ได้รับสำหรับภาพยนตร์ขนาดยาว 
 สแตนตันเป็นหนึ่งในสี่มือเขียนบทที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์จากผลงานเรื่อง “Toy Story” ในปี 1996 และเขายังได้รับเครดิตในการเป็นมือเขียนบทในภาพยนตร์เรื่องถัดๆ มาของพิกซาร์ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “A Bug’s Life,” “Toy Story 2,” “Monsters, Inc.” และ “Finding Nemo” นอกเหนือจากนั้น เขายังรับหน้าที่ผู้กำกับร่วมในภาพยนตร์เรื่อง “A Bug’s Life” และรับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหารภาพยนตร์เรื่อง “Monsters, Inc.” และ “Ratatouille” ที่ได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ดปี 2006
 สแตนตันเป็นชาวร็อคพอร์ต, แมสซาซูเซทส์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาศิลปกรรม อนิเมชันตัวละครจากแคล อาร์ตส์ ที่ซึ่งเขาได้สร้างภาพยนตร์ขึ้นมาสองเรื่อง ในยุค 80s เขาได้เริ่มทำงานในลอสแองเจลิสด้วยการทำหน้าที่อนิเมเตอร์ให้กับสตูดิโอของบิล โครเยอร์และเขียนบทให้ภาพยนตร์เรื่อง “Mighty Mouse, The New Adventures” ของราล์ฟ บัคชี  

 จิม มอร์ริส (ผู้อำนวยการสร้าง/รองประธานบริหารฝ่ายงานสร้าง บริษัทพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์) ได้เข้าทำงานที่พิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์ในปี 2005 มอร์ริสเป็นผู้รับผิดชอบงานสร้างภาพยนตร์ ภาพยนตร์ขนาดสั้น เนื้อหาดีวีดีและกิจกรรมสวนสนุก นอกจากนี้ เขายังได้ดูแลแผนกงานสร้างหลายๆ แผนกของพิกซาร์ ซึ่งรวมถึงแผนกเรื่องราว ศิลป์ บรรณาธิการ อนิเมชัน เงา แสงและกำกับเทคนิค
 ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่พิกซาร์ มอร์ริสได้ดำรงตำแหน่งในหลายๆ แผนกของลูคัสฟิล์ม เขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัทลูคัส ดิจิตอล และทำการดูแลอินดรัสเทรียล แอนด์ ไลท์ (ไอแอลเอ็ม) และสกายวอล์คเกอร์ ซาวน์ ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของไอแอลเอ็มมากว่าสิบปี เขาเป็นผู้ควบคุมทีมงานนักวาดภาพและช่างเทคนิคกว่า 1,400 คนและเป็นผู้ดูแลบริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมบันเทิง
 ในช่วงที่เขาทำงานอยู่ที่นั่น ไอแอลเอ็มได้ทำการสร้างวิชวล เอฟเฟ็กต์น่าทึ่งที่ทำให้มันได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดใน “Jurassic Park,” “Death Becomes Her” และ “Forrest Gump” ผลงาน ที่โดดเด่นเรื่องอื่นๆ ภายใต้การจัดการของเขาได้แก่   “Mission: Impossible,” “Twister,” “Saving Private Ryan,” “Star Wars: Episode I and II,” “The Perfect Storm,” “Pearl Harbor,” “Minority Report,” “Pirates of the Caribbean,” “Master and Commander” และ “Harry Potter” สามภาคแรก
มอร์ริสเข้าทำงานที่ไอแอลเอ็มในปี 1987 ในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างฝ่ายวิชวล เอฟเฟ็กต์ภาพยนตร์และโฆษณา จากนั้น เขาก็ได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้บริหารที่ดูแลงานสร้างของไอแอลเอ็ม และเขาก็ได้ทำการดูแลงานสร้างภาพยนตร์ของบริษัท “The Abyss” ซึ่งได้รับออสการ์สาขาวิชวล เอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยมและ “Always” เป็นผลงานการอำนวยการสร้างส่วนหนึ่งของเขา
ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่ไอแอลเอ็ม มอร์ริสดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างบริหารแห่งบริษัทอาร์โนลด์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ โดยเขาได้ทำการดูแลสำนักงานสามแห่งของบริษัทและได้ผลิตโฆษณาให้กับลูกค้าหลายบริษัทเช่นอาตารีและเชฟรอน ก่อนหน้านั้น มอร์ริสได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างบริหารที่บริษัทวัน พาส โดยเขาได้เป็นหัวหน้าแผนกผลิตโฆษณา นอกจากนั้น เขายังได้ทำงานในแผนกงานสร้างที่เจ. วอลเตอร์ ธอมป์สันและฟุต, โคน แอนด์ เบลดิงในซานฟรานซิสโก มอร์ริสได้ทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับให้กับดับบลิวซีเอ็นวาย-ทีวีที่พีบีเอส และเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งตากล้องและมือลำดับภาพที่ดับบลิวเอสวายอาร์-ทีวีที่เอ็นบีซี
มอร์ริสได้รับรางวัลดิจิตอล 50 อวอร์ดจากสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกาและรางวัลกรรมการบริหารสมาคมวิชวล เอฟเฟ็กต์ ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการภาพยนตร์ซานฟรานซิสโก มอร์ริสสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาภาพยนตร์และปริญญาโทสาขาวิทยุโทรทัศน์จากนิวเฮาส์ สคูลแห่งมหาวิทยาลัยซิราคิวส์

ลินด์ซีย์ คอลลินส์ (ผู้ร่วมอำนวยการสร้าง) เข้าร่วมพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์ ในปี 1997 และเธอก็ได้ทำงานตำแหน่งหลากหลายในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น “A Bug’s Life,” “Toy Story 2,” “Finding Nemo” และ “Ratatouille” เธอยังได้พากย์เสียง ไมอา ตัวละครในภาพยนตร์พิกซาร์ปี 2006 เรื่อง “Cars” อีกด้วย
ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่พิกซาร์ คอลลินส์ได้ทำงานที่ดิสนีย์ ฟีเจอร์ อนิเมชันเป็นเวลาสามปี โดยเธอได้เป็นผู้จัดการทีมงานครีเอทีฟในภาพยนตร์เรื่อง “Pocahontas,” “The Hunchback of Notre Dame” และ “Hercules”
คอลลินส์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการทูตและการต่างประเทศที่อ็อกซิเดนทัล คอลเลจในลอสแองเจลิส ปัจจุบัน เธออาศัยอยู่ในโอ๊กแลนด์, แคลิฟอร์เนีย กับสามีและลูกๆ สองคน

โธมัส นิวแมน (คอมโพสเซอร์) ที่ทำงานในดรามา ภาพยนตร์เสียดสีจิกกัด ไปจนถึงคลาสสิกพีเรียดและอนิเมชันได้อย่างชำนาญไม่แตกต่างกัน กำลังสร้างธรรมเนียมใหม่ที่น่าทึ่งในฮอลลีวูด ด้วยผลงานหลากหลายที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากคนทำหนังมากมายไม่ว่าจะเป็นโรเบิร์ต อัลท์แมนหรือกิลเลียน อาร์มสตรอง จนถึงวันนี้ นิวแมนได้รับการเสนอชื่อชิงแปดรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากผลงานของเขา เขาเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากผลงานสองเรื่องเพียงคนเดียวในปี 1994 โดยเขาได้รับการเสนอชื่อจาก “Little Women” และ “The Shawshank Redemption” และนับตั้งแต่นั้น เขาก็ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลจากผลงานใน “Unstrung Heroes,” “American Beauty,” “Road to Perdition,” “Finding Nemo,” “Lemony Snicket’s A Series of Unfortunate Events” และล่าสุดคือ “The Good German” นิวแมนยังได้รับรางวัลเอ็มมีสาขาเพลงธีมเมนไตเติลยอดเยี่ยมสำหรับดรามาเอชบีโอเรื่อง   “Six Feet Under” อีกด้วย
นับตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการสร้างซาวน์ในภาพยนตร์ ชื่อของนิวแมนก็ได้มีบทบาทสำคัญในด้านพัฒนาการของการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์แล้ว นิวแมนเป็นลูกชายคนสุดท้องของอัลเฟรด นิวแมน เจ้าของเก้ารางวัลอคาเดมี อวอร์ด ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล 45 ครั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีของทเวนตี เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ตั้งแต่กลางยุค 30s จนถึงต้น 60s และได้ทำการควบคุมหรือแต่งเพลงประกอบบทเพลงทั้งหมดในภาพยนตร์กว่า 200 เรื่อง ลุงไลออนเนลของเขาก็เป็นคอมโพสเซอร์และผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีของสตูดิโอที่มีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์กว่า 50 เพลง ส่วนลุงเอมิลของเขาก็เป็นวาทยากรที่มีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์กว่าสี่สิบเรื่อง มาเรีย พี่สาวของเขาเป็นนักไวโอลินชื่อดัง เดวิด พี่ชายของเขาก็เคยแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์มากว่าหกสิบเรื่อง ส่วนแรนดี้ ลูกพี่ลูกน้องของเขาก็เป็นนักแต่งเพลงป๊อปและนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่เคยแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์สี่เรื่องแรกของพิกซาร์มาแล้ว
นิวแมนได้ศึกษาการประพันธ์เพลงและการควบคุมวงดนตรีที่ยูเอสซี ก่อนที่จะมาศึกษาต่อที่เยล สตีเฟน ซอนด์เฮม อาจารย์ของเขาประทับใจกับความเป็นเอกลักษณ์ของนิวแมนอย่างมากและได้เป็นผู้สนับสนุนหนึ่งในผลงานชิ้นแรกๆ ของเขา ซึ่งคือเพลงประกอบละครมิวสิคัล “Three Mean Fairy Tales” ซึ่งถูกสร้างเป็นละครโดยมูลนิธิ สจวร์ต ออสโทรว์
นิวแมนยังได้รับการสนับสนุนจากสก็อตต์ รูดิน เอเจนท์คัดเลือกนักแสดงหนุ่ม ที่นำนิวแมนให้มาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายดนตรีในภาพยนตร์ปี 1984 ของผู้กำกับเจมส์ โฟลีย์เรื่อง “Reckless” การทำงานในโปรเจ็กต์นั้นนำเขาไปสู่ตำแหน่งคอมโพสเซอร์และด้วยอายุเพียง 29 ปี เขาก็ได้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก
ชื่อเสียงของนิวแมนจากผลงานอันมีเอกลักษณ์และการขับเน้นอารมณ์และตัวละครของเขาขจรขจายไปไกลยิ่งขึ้นด้วยภาพยนตร์อย่าง “Desperately Seeking Susan,” “The Lost Boys,” “Scent of a Woman,” “Citizen Cohn” รวมไปถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกกว่า 40 เรื่องเช่น “Meet Joe Black,” “The Horse Whisperer,” “Up Close and Personal,” “Phenomenon,” “The People vs. Larry Flynt,” “In the Bedroom,” “Pay It Forward,” “Erin Brockovich,” “Red Corner,” “How to Make an American Quilt,” “The Green Mile,” “Jarhead,” “Cinderella Man,” “Fried Green Tomatoes” และล่าสุด “Little Children” และ “Towelhead” นอกจากนั้น เขายังได้แต่งเพลงประกอบมินิซีรีส์หกชั่วโมงของเอชบีโอเรื่อง “Angels in America” ที่กำกับโดยไมค์ นิโคลส์อีกด้วย เขาได้รับมอบหมายให้แต่งเพลงซิมโฟนิคความยาวเจ็ดนาที “Reach Forth Our Hands” ให้กับเมืองคลีฟแลนด์ เพื่อเฉลิมฉลองอายุครบรอบสองศตวรรษของเมืองในปี 1996

ปีเตอร์ เกเบรียล นักดนตรีเจ้าของหลายรางวัลแกรมมี อวอร์ด ได้ร่วมก่อตั้งวงเจเนซิสขึ้นมาในปี 1966 พวกเขาได้ออกอัลบัมทั้งหมดเจ็ดอัลบัมก่อนที่เกเบรียลจะแยกตัวออกจากวงในปี 1975 เขาได้หวนคืนสู่วงการเพลงอีกครั้งหนึ่งปีให้หลังและนับตั้งแต่นั้น เขาก็ได้ออกอัลบัมเดี่ยวอีก 11 อัลบัม ซึ่งรวมถึงซิงเกิลฮิตอย่าง “Shock the Monkey,” “Sledgehammer,” “Big Time” และ “In Your Eyes” นอกเหนือจากนั้น เกเบรียลยังมีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์เช่น “Birdy,” “The Last Temptation of Christ” และ “Rabbit Proof Fence” มิวสิค วิดีโอเพลง “Sledgehammer” ของเขาได้รับการโหวตให้เป็นมิวสิค วิดีโอยอดเยี่ยมตลอดกาลและ“Eve” ผลงานอินเตอร์แอ็กทีฟของเขา ก็ได้รับรางวัลมิลเลีย ดิออร์สาขามัลติมีเดีย
นักดนตรี นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวผู้นี้ได้รับรางวัลแมน ออฟ พีซ ซึ่งมอบให้เขาโดยคณะกรรมกาลโนเบล พีซ และเชอวาเลียร์ ดังส์ ออเดอร์ เดอ อาร์ตส์ เอ เดอ เลทเทรอ เขาได้รับรางวัลเกียรติยศหลายครั้งและยังได้รับรางวัลบีที ดิจิตอล มิวสิค ไพโอเนียร์ อวอร์ด
เกเบรียลเป็นผู้ก่อตั้งวูมัด (เวิลด์ ออฟ มิวสิค อาร์ตส์ แอนด์ แดนซ์) ในปี 1980 ด้วยการจัดเทศกาลกว่า 50 ครั้งในกว่า 40 ประเทศ นอกเหนือจากนั้น มูลนิธิวูมัดยังได้จัดการเรื่องการศึกษาและเวิร์คช็อปให้กับโรงเรียนหลายแห่งด้วย
ผลงานด้านมนุษยธรรมของเกเบรียลได้แก่การประสานงานและเข้าร่วมการทัวร์ด้านสิทธิมนุษยชนกับองค์กรนิรโทษกรรมสากลปี 1988 เขาได้ร่วมก่อตั้ง Witness.org ในปี 1989 เพื่อมอบกล้องถ่ายรูปและคอมพิวเตอร์ให้กับนักเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชน Witness ได้บุกเบิกการใช้วิดีโอและเทคโนโลยีออนไลน์ในการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน เพิ่งมีการเปิดตัวเว็บไซต์เพื่อเป็นเวทีสำหรับนำเสนอวิดีโอด้านสิทธิมนุษยชนจากทั่วโลก (เรียกได้ว่าเป็น YouTube สำหรับการเรียกร้องสิทธิมนุษย์ชน) ในปี 2000 เกเบรียลได้ร่วมกับริชาร์ด แบรนสันก่อตั้ง Elders.org ซึ่งเปิดตัวโดยเนลสัน แมนเดลาในปี 2007
ธุรกิจของเขาเกี่ยวข้องกับสายงานดนตรี สื่อและเทคโนโลยี ในปี 1987 เขาได้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทรีล เวิลด์ ซึ่งประกอบไปด้วยรีล เวิลด์ สตูดิโอส์, รีล เวิลด์ เรคคอร์ดส์และรีล เวิลด์ มัลติมีเดียและรีล เวิลด์ ฟิล์มส์ เกเบรียลได้ร่วมก่อตั้ง โอดีทู (บริษัทจัดจำหน่ายตามความต้องการ) ซึ่งกลายเป็นบริษัทจัดจำหน่ายดนตรีออนไลน์ชั้นแนวหน้าของยุโรปขึ้นในปี 1999 ในปี 2005 กาเบรียลได้ร่วมกับเดวิด แองเกลไอค์ซื้อกิจการบริษัทโซลิด สเตท โลจิค ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตคอนโซลสำหรับการบันทึก การกระจายเสียงและงานโพสต์โปรดักชันสำหรับดนตรีระดับแนวหน้าของโลก และเขายังเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ thefilter.com และ We7.com อีกด้วย

เกี่ยวกับทีมนักแสดง
เจฟฟ์ การ์ลิน (กัปตัน) พรสวรรค์ของเขารวมไปถึงงานเขียนบท อำนวยการสร้าง กำกับ แสดงและแสดงตลกเดี่ยว
 การ์ลินทั้งร่วมแสดงและอำนวยการสร้างบริหารซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Curb Your Enthusiasm” ซีรีส์คอเมดีเรื่องนี้นำแสดงโดยแลร์รี เดวิด ผู้สร้าง “Seinfeld” โดยมีการ์ลินรับบทเป็นผู้จัดการผู้ซื่อสัตย์ของเขา ซีรีส์ดังเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาคอเมดียอดเยี่ยม รางวัลแดนนี โธมัส โปรดิวเซอร์ ออฟ เดอะ เยียร์ อวอร์ดจากสมาพันธ์ผู้กำกับแห่งอเมริกาและรางวัลซีรีส์คอเมดียอดเยี่ยมแห่งปีจากเอเอฟไอ
 การ์ลินเกิดและเติบโตในชิคาโกก่อนที่จะย้ายไปเซาธ์ ฟลอริดา เขาได้ศึกษาด้านการทำหนังและเริ่มแสดงสแตนด์อัพ คอเมดีระหว่างที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยไมอามี จากนั้น เขาก็ได้ตระเวนแสดงสแตนด์อัพ คอเมดีไปทั่วประเทศ เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะละครเซคคอนด์ ซิตี เธียเตอร์แห่งชิคาโก รวมทั้งได้เขียนบทและนำแสดงในละครเดี่ยวที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมสามเรื่อง (“I Want Someone to Eat Cheese With,” “Uncomplicated” และ “Concentrated”) ล่าสุด ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของการ์ลิน “I Want Someone to Eat Cheese With” เปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลาม การ์ลินยังได้กำกับซีรีส์เรื่อง “Curb Your Enthusiasm” และได้กำกับจอน สจวร์ต (“Unleavened”) และเดนิส เลียรี (“Lock-n-Load”) ในรายการพิเศษทางเอชบีโอของพวกเขา
 การ์ลินมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงบทนำประกบเอ็ดดี เมอร์ฟีย์ในคอเมดีเรื่อง “Daddy Day Care” เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเสร็จจากการแสดงประกบเรนน์ วิลสันและคริสตินา แอปเปิลเกทในภาพยนตร์เรื่อง “The Rocker” ของฟ็อกซ์ อะตอมิค คอเมดี

เฟร็ด วิลลาร์ด (เชลบี ฟอร์ธไรท์) เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นสว่นหนึ่งของคณะละครเดอะ เซคคอนด์ ซิตีอันเลื่องชื่อแห่งชิคาโก การแสดงอิมโพรไวส์ของเขาในภาพยนตร์เรื่อง “Best in Show” ทำให้เขาได้รับรางวัลนักวิจารณ์ภาพยนตร์บอสตันสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม รางวัลอเมริกัน คอเมดี อวอร์ดสาขาการแสดงที่ตลกที่สุดโดยนักแสดงสมทบ ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์ภาพยนตร์นิวยอร์กสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมและรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์แห่งชาติ รวมไปถึงได้รับรางวัลออฟฟิเชียล ซีเล็คชัน อวอร์ดจากเอเอฟไออีกด้วย
 ผลงานจอแก้วของวิลลาร์ดได้แก่การแสดงประกบเคลซีย์ แกรมเมอร์และแพทริเชีย ฮีย์ตันในคอเมดีของฟ็อกซ์เรื่อง “Back to You” เขาได้รับการเสนอชื่อชิงสามรางวัลอคาเดมี อวอร์ดจากบทบาทของเขาในซีรีส์ “Everybody Loves Raymond” และเขายังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเดย์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขาพิธีกรทอล์คโชว์ยอดเยี่ยมช่วงเดย์ไทม์สำหรับรายการ “What’s Hot What’s Not” อีกด้วย เขาได้ร่วมแสดงในซีรีส์เสียดสีทอล์คโชว์ของนอร์แมน เลียร์เรื่อง   “Fernwood 2Night” และได้แสดงบทประจำในซีรีส์ “Ally McBeal,” “The Simpsons” และ “Mad About You” นอกเหนือจากนั้น เขายังได้ออกรายการ “The Tonight Show with Jay Leno” อีกกว่า 90 ครั้งด้วย
 ด้านจอเงิน วิลลาร์ดได้รับการเสนอชื่อชิงอเมริกัน คอเมดี อวอร์ดและรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขานักแสดงสมทบที่ตลกที่สุดจากบทบาทของเขาใน “Waiting for Guffman” ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ “This Is Spinal Tap,” “Roxanne,” “The Wedding Planner,” “How High,” “American Wedding,” “A Mighty Wind” และ “Anchorman: The Legend of Ron Burgundy”
 วิลลาร์ดมีผลงานละครเวทีหลายเรื่อง ซึ่งรวมถึงการแสดงละครออฟบรอดเวย์เรื่อง  “Little Murders” ที่กำกับโดยอลัน อาร์กินและ “Arf” ที่กำกับโดยริชาร์ด เบนจามิน ผลงานละครท้องถิ่นของเขาได้แก่ “Call Me Madam” ในชิคาโกและมิวสิคัลเรื่อง “Promises, Promises” กับเจสัน อเล็กซานเดอร์และ “Anything Goes” กับราเชล ยอร์ค ซึ่งทั้งสองเรื่องจัดแสดงในลอสแองเจลิส เขาร่วมแสดงในละครของเวนดี วัสเซอร์สไตน์เรื่อง “Isn’t It Romantic” และละครออฟบรอดเวย์เรื่อง “Elvis and Juliet” ซึ่งเขียนบทโดยแมรี วิลลาร์ด ภรรยาของเขา  “Fred Willard: Alone at Last!” ซึ่งเป็นละครที่มีนักแสดง 12 คนได้รับรางวัลลอสแองเจลิส อาร์ทิสติก ไดเร็กเตอร์ อวอร์ดสาขาคอเมดียอดเยี่ยมและโปรดักชันยอดเยี่ยม

 จอห์น ราทเซนเบอร์เกอร์ (จอห์น) ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง นักแสดงผู้เคยได้รับการเสนอชื่อชิงหลายรางวัลเอ็มมี อวอร์ด ผู้มีเครดิตการเป็นทั้งนักธุรกิจและนักมนุษยชน แม้ว่าเขาจะเป็นที่รู้จักดีที่สุดในหมู่ผู้ชมทั่วโลกจากบทพนักงานไปรษณีย์คลิฟ คลาวินใน “Cheers” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลเอ็มมี ราทเซนเบอร์เกอร์เป็นนักแสดงเพียงคนเดียวที่ได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ทุกเรื่องของดิสนีย์/พิกซาร์ และตัวละครของเขาก็ล้วนแล้วแต่น่าจดจำทั้งสิ้น โดยเขาได้พากย์เสียงเป็นหมูออมสิน แฮมม์ใน “Toy Story” (กลับมาพากย์เสียงตัวละครเดิมใน “Toy Story 2” และใน “Toy Story 3” ที่กำลังจะลงโรง), เพลี้ยพี.ที. ใน  “A Bug’s Life,” ตัวเยติใน “Monsters, Inc.,” ฝูงปลามูนฟิชใน “Finding Nemo,” อันเดอร์ไมเนอร์ ตัวละครช่างคิดใน “Incredibles,” รถแม็คใน “Cars” และมุสตาฟา หัวหน้าบริกรใน “Ratatouille”
 ราทเซนเบอร์เกอร์เติบโตขึ้นในบริดจ์พอร์ต, คอนเน็กติคัท เขาเคยทำงานเป็นช่างไม้ ครูสอนยิงธนู นักแสดงในคาร์นิวัลและลูกเรือประมงมาก่อน หลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษาสาขาวรรณคดีอังกฤษจากมหาวิทยาลัยแซคเคร็ด ฮาร์ท เขาก็ได้แสดงในละครเดี่ยวและกำกับละครหลายเรื่อง ราทเซนเบอร์เกอร์ได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแซลส์ มีท มาร์เก็ต คู่หูแสดงอิมโพรไวส์ในอังกฤษ และตลอดสิบปีนั้น เขาก็ได้สร้างชื่อเสียงไปทั่วยุโรปและได้รับเงินทุนจากบริติช อาร์ตส์ เคาน์ซิล ในช่วงเริ่มต้นการทำงาน เขาได้แสดงในภาพยนตร์กว่า 22 เรื่อง ซึ่งรวมถึง “A Bridge Too Far,” “Superman,” “Gandhi” และ “Star Wars:  The Empire Strikes Back” ราทเซนเบอร์เกอร์ยังได้แสดงในซีรีส์ของแกรนาดา ทีวีเรื่อง   “Small World” และเริ่มทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้างและมือเขียนบทให้กับบีบีซี, แกรนาดา ทีวีและบริษัทละครชื่อดังหลายแห่ง
 ในปี 1982 ราทเซนเบอร์เกอร์ได้ทำการออดิชันสำหรับบทในซีรีส์ “Cheers” และเสนอแนะกับผู้สร้างว่าพวกเขาน่าจะเพิ่มตัวละครที่เป็นขาประจำบาร์ผู้รู้ดีเข้าไป ตัวละคร คลิฟ คลาวินจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา และทีมงาน “Cheers” ก็ได้เขียนตอนไพล็อตของซีรีส์นี้ขึ้นโดยใส่เอาตัวละครของเขาเข้าไป ระหว่างการแสดงใน 11 ซีซันของซีรีส์ “Cheers” ราทเซนเบอร์เกอร์ได้อิมโพรไวส์บทพูดของเขามากมาย และได้ช่วยนำความสดใหม่และความนิยมมาให้กับซีรีส์นี้จนทำให้มันได้รับ 28 เอ็มมี อวอร์ด ระหว่างที่ซีรีส์ “Cheers” กำลังออกอากาศทั่วโลก คลิฟ คลาวินกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผู้ชมรักมากที่สุดในจอแก้ว
 ราทเซนเบอร์เกอร์ได้กลับมารับบทคลิฟ คลาวินอีกครั้งในซีรีส์  “Frasier,” “The Simpsons,” “Blossom,” “Wings,” “St. Elsewhere” และรายการพิเศษทางเอ็นบีซีแปดครั้ง นักแสดงสมทบที่ประสบความสำเร็จผู้นี้ยังได้แสดงในซีรีส์ “8 Simple rules,” “That ‘70s Show,” “Sabrina the Teenage Witch,” “Murphy Brown,” “The Love Boat,” “Magnum P.I.” และ “Hill Street Blues” ผลงานภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ของเขาได้แก่   “The Pennsylvania Miners Story” ให้กับเอบีซี, “A Fare To Remember,” “Remember Wenn,”  “The Good Soldier” ของพีบีเอส มาสเตอร์พีซ เธียเตอร์ และ “Song of a Sourdough” และ “Detectives” ของบีบีซี ผลงานความสำเร็จด้านอนิเมชันของราทเซนเบอร์เกอร์ยังรวมถึงผลงานจอแก้วในซีรีส์ทีบีเอสเรื่อง “Captain Planet and the Planeteers” และ “The New Adventures of Captain Planet” ล่าสุด เขาได้รับความนิยมอย่างสูงในซีรีส์เอบีซีเรื่อง   “Dancing With The Stars”
   ปัจจุบัน ราทเซนเบอร์เกอร์กำลังตระเวนไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ เพื่อโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง “The Village Barbershop” ซึ่งได้รับรางวัลออเดียนซ์ ชอยส์ อวอร์ดจากงานเทศกาลซีเนเควสต์ เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเพิ่งเริ่มซีซันที่ห้าของซีรีส์ยอดนิยมทางทราเวล แชนแนลของเขา “John Ratzenberger’s Made in America” ราทเซนเบอร์เกอร์ได้สร้างซีรีส์นี้ขึ้นมาในปี 2004 เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขามีบทบาทอย่างมาก มูลนิธินัทส์, โบลท์ แอนด์ ธิงอะเมจิคส์ ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรของราทเซนเบอร์เกอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่กลับคืนสู่ศิลปะทั้งเพื่อส่วนตัวและอุตสาหกรรม และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับช่างฝีมือ นักประดิษฐ์ วิศวกร ช่างซ่อมและคนงานฝีมือรุ่นใหม่ของอเมริกา

 เคธี นาจิมี (แมรี) ผู้ได้รับการโหวตให้เป็น “สุภาพสตรีแห่งปี 2005” โดยนิตยสารมิส แม็กกาซีน เป็นนักแสดงภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์และละครเวทีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยผลงานของเธอมีตั้งแต่การแสดงที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในบทซิสเตอร์ แมรี แพทริคใน “Sister Act” และ “Sister Act 2: Back in the Habit” ไปจนถึงสิบสองซีซันที่เธอพากย์เสียงเพ็กกี ฮิลในซีรีส์ของฟ็อกซ์ที่ได้รับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดเรื่อง “King of the Hill”
 ล่าสุด นาจิมีได้แสดงในซีรีส์ดรามาทางซีบีเอสเรื่อง   “Numb3rs” ผลงานทางโทรทัศน์ของเธอได้แก่การแสดงประกบเคิร์สตี อัลลีย์ในบทโอลีฟในสามซีซันของซีรีส์ทางเอ็นบีซีเรื่อง   “Veronica’s Closet” รวมไปถึงการแสดงในซีรีส์ดิสนีย์เรื่อง “The Scream Team” และรายการพิเศษทางฟ็อกซ์เรื่อง “CinderElmo” นาจิมีได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงของเธอในซีรีส์ “Chicago Hope” และได้แสดงในมิวสิคัลเปิดตัวการประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดปี 1995 เธอได้แสดงใน “In Search of Dr. Seuss” และได้แสดงซีรีส์โทรทัศน์อีกหลายเรื่อง เช่น “She TV,” “Fool For Love,” “Early Edition” และหลายเอพิโซดของ “Ellen”  
   ผลงานของนาจิมี เจ้าของรางวัลอเมริกัน คอเมดี อวอร์ดสาขานักแสดงสมทบที่ตลกที่สุดจากบทบาทของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “Sister Act” ประกอบไปด้วยภาพยนตร์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง “Hocus Pocus,” “RatRace,” “Hope Floats,” “Nevada,” “Cats Don’t Dance,” “Zack and Reba,” “This is My Life,” “The Fisher King,” “Say Uncle,” “Soapdish” และ “The Hard Way” และเธอยังได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “The Wedding Planner,” “It’s Pat,” “Jeffrey,” “The Big K,” “Bam Bam and Celeste” และ “2 Sisters” ของมาร์กาเร็ต โชอีกด้วย
 ด้านละครเวที นาจิมีได้รับเสียงวิจารณ์ชมเชยจากการแสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “Dirty Blonde” ในบทเมย์ เวสต์และเธอยังได้แสดงละครบรอดเวย์เรื่อง “The Vagina Monologues” อีกด้วย ผลงานละครเวทีออฟบรอดเวย์ของเธอได้แก่   “The Kathy and Mo Show: Parallel Lives” และ “The Dark Side” ซึ่งกลายมาเป็นรายการพิเศษทางเอชบีโอ และได้รับทั้งรางวัลโอบี อวอร์ดและเคเบิลเอซ อวอร์ด
 นาจิมีได้กำกับโปรเจ็กต์หลายชิ้นรวมถึงมิวสิคัลออฟบรอดเวย์เรื่อง “Back to Bacharach” และละครเดี่ยวหลายเรื่อง
 ด้วยผลงานกว่า 20 ปีในการรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ เธอจึงได้รับรางวัลแอล.เอ, ชานติ ฟาวเดอร์ อวอร์ดและรางวัลแอล.เอ. เกย์ เซ็นเตอร์ ดิสติงกวิช อชีฟเมนต์ อวอร์ด นาจิมีได้ถ่ายแบบให้กับแคมเปญ “I’d Rather Go Naked Than Wear Fur” ของเพทา สองครั้ง และในปี 2000 เธอก็ได้รับรางวัลนักมนุษยชนแห่งปีของเพทาจากพอล แม็คคาร์ทนีย์ เธอได้เป็นผู้บรรยายคนสำคัญสำหรับองค์กรสตรีกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ
 นาจิมีได้ร่วมเขียนหนังสือของแรนดอม เฮาส์ในชื่อ “The Choices We Made” และเธอยังให้เสียงนิยายของวอลลี แลมบ์เรื่อง   “She’s Come Undone” อีกด้วย
 ผลงานเรื่องถัดไปของเธอคือภาพยนตร์อนิเมชันของวอลท์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์ โฮม เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง   “Tinker Bell” ที่เธอให้เสียงรัฐมนตรีฤดูร้อน

 ด้วยผลงานภาพยนตร์อย่าง “Alien” และ “Gorillas in the Mist” ซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์ (คอมพิวเตอร์ของยาน) ได้สร้างตัวละครที่น่าจดจำไว้มากมาย ทั้งที่เป็นดรามาและคอเมดี ทั้งบนละครเวทีและในภาพยนตร์
 วีฟเวอร์เกิดและเข้ารับการศึกษาในนิวยอร์ก ซิตี เธอสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากเยล สคูล ออฟ ดรามา ผลงานการแสดงชิ้นแรกของเธอคือการเป็นตัวสำรองในละครของเซอร์ จอห์น กีลกัดส์เรื่อง “The Constant Wife” ที่นำแสดงโดยอิงกริด เบิร์กแมน
 วีฟเวอร์เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยผลงานเรื่อง “Alien” ก่อนที่เธอจะกลับมารับบทเจ้าหน้าที่ริปลีย์อีกครั้งใน “Aliens” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เธอได้กลับมารับบทเดิมอีกครั้งใน “Aliens 3” และ “Alien Resurrection” ซึ่งเธอร่วมอำนวยการสร้างด้วย จากนั้น วีฟเวอร์ก็ได้รับบทนักไพรเมตวิทยา ไดแอน ฟอสซีย์ในภาพยนตร์เรื่อง “Gorillas in the Mist” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ ผลงานของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “Working Girl” ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดอีกครั้งและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่สอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ “Ghostbusters,” “Year of Living Dangerously” ของปีเตอร์ เวียร์, “Death and the Maiden” ของโรมัน โปแลนสกี “Galaxy Quest,” “Heartbreakers,” “Holes,” “The Guys” ของจิม ซิมป์สัน, “Imaginary Heroes” และไลฟ์แอ็กชันของโชว์ไทม์เรื่อง “Snow White” ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีและรางวัลสมาพันธ์นักแสดง การแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “The Ice Storm” ที่กำกับโดยอัง ลีทำให้เธอได้รับรางวัลบาฟตา อวอร์ด วีฟเวอร์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก “A Map of the World” ผลงานภาพยนตร์ล่าสุดของเธอได้แก่   “Baby Mama,” “Infamous,” “The TV Set” “The Girl in the Park,” “Vantage Point” และ “Snow Cake” ที่วีฟเวอร์รับบทผู้หญิงออทิสติก ซึ่งทำให้เธอได้รับการยกย่องจากนครนิวยอร์ก
 ด้านละครเวที วีฟเวอร์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโทนี อวอร์ดจากการแสดงในละครบรอดเวย์เรื่อง “Hurlyburly” ที่กำกับโดยไมค์ นิโคลส์ ผลงานละครเวทีเรื่องอื่นๆ ได้แก่ “The Mercy Seat” โดยนีล ลาบู๊ต, “The Merchant of Venice” และ “Sex and Longing” โดยคริสโตเฟอร์ ดูรังและละครหลายเรื่องที่จัดแสดงที่เดอะ ฟลี เธียเตอร์ ซึ่งรวมถึงเรื่อง “Mrs. Farnsworth” โดยเอ. อาร์. เกอร์นีย์และ “The Guys” วีฟเวอร์เริ่มต้นแสดงละครเวทีด้วยผลงานออฟออฟบรอดเวย์ของดูรังเรื่อง “The Nature and Purpose of the Universe” และ “Titanic” ละครเรื่อง “Das Lusitania Songspiel” ที่เธอร่วมเขียนบทกับดูรัง ทำให้ทั้งคู่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลดรามา เดสก์ อวอร์ด
 เมื่อเร็วๆ นี้ วีฟเวอร์เพิ่งเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำภาพยนตร์สามมิติเรื่อง “Avatar” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอได้กลับมาร่วมงานกับเจมส์ คาเมรอนอีกครั้งนับตั้งแต่ “Aliens” และ “Crazy on the Outside” ที่กำกับโดยทิม อัลเลนและ “Prayers for Bobby” ทางไลฟ์ไทม์  
 เธอเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการบริหารเดอะ ฟลี เธียเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์แมนฮัตตัน “ที่อุทิศให้กับการสร้างนรกที่หฤหรรษ์ในพื้นที่เล็กๆ” และฮิวแมน ไรท์ เฟิร์ส ที่ซึ่งเธอได้จัดการในเรื่องของสถานบำบัด วีฟเวอร์ยังเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของกองทุนไดแอน ฟอสซีย์ กอริลลา ฟันด์ อินเตอร์เนชันแนลอีกด้วย เธอทำงานให้กับองค์กรอื่นๆ เท่าที่เธอทำได้ ซึ่งรวมถึงองค์กรคอนเซอร์เวชัน อินเตอร์เนชันแนล, แอมฟาร์, ทริคเกิล อัพ, เดอะ เนเชอรัล รีซอร์ส ดีเฟนซ์ เคาน์ซิลและแกรสพ์

 เบน เบิร์ต (วอลล์•อี/เอ็ม-โอ/ผู้ออกแบบเสียงและตัวละคร) เจ้าของหลายรางวัลอคาเดมี อวอร์ด เข้าร่วมงานกับพิกซาร์ อนิเมชัน สตูดิโอส์ในเดือนพฤษภาคม ปี 2005 เบิร์ตซึ่งคร่ำหวอดในวงการมากว่า 30 ปี เคยเขียนบท กำกับและรับหน้าที่มือลำดับภาพในโปรเจ็กต์ที่หลากหลายมาแล้ว
 เบิร์ตเริ่มต้นทำงานในวงการภาพยนตร์ด้วยการร่วมงานกับจอร์จ ลูคัสในปี 1977 ในตำแหน่งนักออกแบบเสียงในภาพยนตร์เรื่อง “Star Wars” ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดตัวแรกในสาขาสเปเชียล อชีฟเมนต์ อวอร์ด 20 ปีให้หลัง เขากลับมาร่วมงานกับลูคัสอีกครั้งสำหรับงานด้านเสียงในไตรภาค Star Wars (สเปเชียล อีดิชัน)
 นอกเหนือจากผลงานในภาพยนตร์เรื่อง “Star Wars” เบิร์ตยังได้ทำงานในโปรเจ็กต์ภาพยนตร์และซีรีส์โทรทัศน์หลายเรื่อง เขาได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยมจาก “Raiders of the Lost Ark” และสาขาลำดับเอฟเฟ็กต์เสียงยอดเยี่ยมจาก “E.T. the Extra-Terrestrial” และ “Indiana Jones and the Last Crusade” เบิร์ตยังได้รับการยกย่องจากผลงานของเขาในภาพยนตร์หลายเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด ซึ่งรวมถึงสาขาเสียงยอดเยี่ยมจาก “Star Wars: Episode VI – Return of the Jedi,” สาขาเสียงยอดเยี่ยมและลำดับเอฟเฟ็กต์เสียงยอดเยี่ยมจาก “Willow,” สาขาลำดับเสียงเอฟเฟ็กต์ยอดเยี่ยมจาก  “Stars Wars: Episode I – The Phantom Menace” และในฐานะผู้กำกับ “Special Effects, Anything Can Happen” สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม
 นอกเหนือไปจากการได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดของเขาแล้ว เบิร์ตยังได้รับรางวัลบริติช อคาเดมี อวอร์ดสาขาเสียงยอดเยี่ยมจาก “Star Wars: Episode V – The Empire Strikes Back,” รางวัลโกลเดน รีล อวอร์ดสาขาลำดับเอฟเฟ็กต์เสียงยอดเยี่ยมจาก “Raiders of the Lost Ark” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบริติช อคาเดมี อวอร์ดสาขาเสียงยอดเยี่ยมจาก “Star Wars: Episode I – The Phantom Menace” อีกด้วย

 Streetmac 7/2008 Lopburi

กรกฎาคม 9, 2008 - แสดงความเห็นโดย | Street Movies | , ,

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: